เที่ยงวันพฤหัสที่ 9 กรกฎาคม ผมได้รับข่าวร้ายจากพี่ที่ออฟฟิศ

ว่าเมื่อเช้าพี่ฝนได้จากไปอย่างสงบ หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมาเป็นเวลานาน

 

 

 

พี่ฝน หรือพี่ปณิธี ป้อมทองคำ เป็นพี่สาวที่ผมรู้จักเมื่อประมาณสองปีก่อน 

ในตอนที่ผมเพิ่งเข้าทำงาน พี่ฝนก็เริ่มทำงานที่นี่สองเดือนก่อนหน้านั้น

ในช่วงแรก ๆ ที่ผมยังไม่ค่อยรู้กฎระเบียบอะไร พี่ฝน และพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็จะช่วยบอกช่วยสอนงานต่าง ๆ ให้

ในเวลาทำงานพี่ฝนจะจริงจังกับงานมาก จนบางครั้งผมแอบรู้สึกกลัว ไม่กล้าเข้าไปคุยเล่นเวลาที่พี่ฝนจดจ่อกับงานตรงหน้า

แต่นอกเหนือจากเวลางาน พี่ฝนเป็นคนที่เฮฮากว่าที่คิด 

พี่ฝนเป็นขาเม้าท์ตัวยงคนหนึ่ง พี่ฝนชอบมีรีวิวร้านอาหารอร่ย ๆ มาให้ดู และพี่ฝนชอบดูกันดั้ม !!

 

 

 

แต่บางคราวก็มีเรื่องที่ผมแอบสงสัยเกี่ยวกับพี่ฝนอยู่บ้าง

ช่วงแรก ๆ ที่ผมเข้าทำงานที่นี่ พี่ฝนก็มักจะไปทานข้าวกลางวันด้วยกัน

แต่อยู่มาวันหนึ่ง ผมเริ่มสังเกตว่าพี่ฝนมันจะซื้อข้าวขึ้นไปทานที่โต๊ะทำงานบ่อย ๆ

อีกทั้งอาหารที่ทานก็มักจะเป็นพวกชีวจิต

และพอตกเย็นพี่ฝนก็จะไปออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส เล่นโยคะ

ในตอนนั้นผมก็รู้สึกแค่ว่า พี่ฝนเป็นพี่สาวที่ healthy เหลือเกิน

...แต่ก็ healthy จนเกินไปหรือเปล่า ?

และทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างนั้น จนเห็นเป็นภาพชินตา

 

 

วันหนึ่ง พวกเราสังเกตเห็นว่าระยะนี้พี่ฝนดูเหนื่อย ๆ หน้าซีดปากซีด

ถามด้วยความเป็นห่วง พี่ฝนก็จะบอกแค่ว่า "ก็ฉันไม่ได้แต่งหน้ามา"

อีกประมาณเดือนหนึ่งถัดมา ผมได้รับข่าวว่าพี่ฝนต้อง admit เข้าโรงพยาบาล

เนื่องจากมีอาการเหนื่อย และหอบมาก จนยืนรอรถกลับบ้านไม่ไหว และพี่ที่ออฟฟิศต้องพาไปส่งที่โรงพยาบาล

พวกเรารวมกลุ่มไปเยี่ยมพี่ฝนที่โรงพยาบาล

อาการพี่ฝนหนักกว่าที่เราคิดมากจนตกใจ 

พี่ฝนไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือไหว้พี่ ๆ ที่มาเยี่ยม

ในวันนั้นผมพยายามฟังอาการที่คุณแม่พี่ฝนเล่าให้ฟัง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าพี่ฝนเป็นอะไรกันแน่

 

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้รับข่าวร้ายว่า พี่ฝนเป็นลูคิเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือดขาว)

ซึ่งในช่วงนี้ถึงแม้เราอยากจะไปเยี่ยมพี่ฝน แต่ก็คงทำได้ไม่สะดวกนัก

เนื่องจากร่างกายพี่ฝนไม่มีภูมิ และมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่าย

หลังจากนั้นผมก็ได้รู้เรื่องที่น่าตกใจขึ้นไปอีก

พี่ฝนป่วยเป็นไทรอยด์มาตั้งแต่ ม.4 และก็ต่อสู้กับอาการของโรคมาโดยตลอด

ทั้ง ๆ ที่พี่ฝนดูแลตัวเองขนาดนั้น แทนที่อาการของไทรอยด์จะหายขาด กลับกลายเป็นว่าโรคร้ายเข้าคุกคามพี่ฝนมากขึ้น

 

 

จนเที่ยงวันพฤหัสที่ 9 กรกฎาคม ผมได้รับข่าวร้ายจากพี่ที่ออฟฟิศ

ว่าเมื่อเช้าพี่ฝนได้จากไปอย่างสงบ หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมาเป็นเวลานาน 

หลังจาก admit เป็นเวลาเดือนกว่า ๆ และผ่านการให้คีโม 3 ครั้ง

บ่ายวันนั้นพวกเราต้องรดน้ำศพพี่ฝนที่โรงพยาบาล เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ของพี่ฝนจะพาพี่ฝนกลับแม่ฮ่องสอนในเย็นวันนั้นทันที

 

 

งานของพี่ฝนจัดขึ้นที่ วัดหัวเวียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

งานจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เงียบสงบ

คุณพ่อของพี่ฝนยังคงดูเข้มแข็ง ในขณะที่คุณแม่ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจอยู่บ้าง

คงเพราะคุณพ่อได้รับทราบอาการป่วยของพี่ฝนมาตลอด จึงคงทำใจไว้บ้างแล้ว

น้องชายพี่ฝน ชื่อว่าน เล่าให้ฟังถึงอาการป่วยของพี่ฝนว่า พี่ฝนต่อสู้กับไทรอยด์มาตั้งแต่ ม.4

จนเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนหน้าที่พี่ฝนจะเสีย ก็ตรวจพบว่าพี่ฝนเป็นมะเร็งปอด !!

...ครั้งแรกที่ผมได้ยินถึงกับอึ้ง และงง เพราะที่ทราบมาคือ พี่ฝนเป็นลูคิเมียไม่ใช่หรือ ?

ว่านบอกว่าลูคิเมียที่ตรวจพบนี้ คงเป็นเพราะมะเร็งที่ปอดลามเข้ากระแสเลือดนั่นเอง

...แสดงว่าตลอดมาที่เราเห็นพี่ฝนดูแลสุขภาพ ด้วยการกินชีวจิต และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่น คือการต่อสู้กับมะเร็งร้ายมาโดยตลอด

จนเมื่อไม่นานก่อนที่พี่ฝนจะเสีย จึงได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว

จนอาการพี่ฝนเริ่มทรุดหนักลงเรื่อย ๆ

 

 

 

พี่ฝนเข้ารับการรักษาด้วยการให้คีโม 3 ครั้ง

ครั้งแรกที่ได้รับคีโม พี่ฝนมีอาการแพ้มาก จนครั้งต่อ ๆ มาต้องลดปริมาณลง

แต่ก็ดูเหมือนอาการจะไม่ดีขึ้น

ทุกคนเริ่มทำใจกับอาการป่วยของพี่ฝนที่ดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง

แม้กระทั่งพี่ฝนเองก็คงจะรู้ตัว...

พี่ฝนได้บอกลา และสั่งเสียกับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องชาย ครบถ้วนทุกอย่าง

สีหน้าพี่ฝนยังคงยิ้มแย้ม แม้ร่างกายจะอ่อนแรงเพียงใดก็ตาม

และพี่ฝนก็จากไปอย่างสงบในเช้าวันนั้น...

 

 

พิธีเผาพี่ฝนจะมีขึ้นในบ่ายวันนี้ (13 กค.)

จากนี้สิ่งที่คงเหลืออยู่ก็คือ ความทรงจำดี ๆ ที่เรามีต่อพี่ฝน

และเจตจำนงค์ของพี่ฝนที่ฝากไว้ และครอบครัวของพี่ฝนจะสานต่อให้เป็นจริง

ความตั้งใจของพี่ฝนในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลก็คือ ทำบ้านของตัวเองที่แม่ฮ่องสอนเป็นแกลลอรี่เล็ก ๆ รวบรวมผลงานภาพวาดสีน้ำของพี่ฝนและน้องชาย

หลังจากนี้คุณพ่อคุณแม่พี่ฝนจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ก่อนจะที่จะกลับมาช่วงเย็นเพื่อร่วมพิธีสวด

เราจึงขออนุญาตตามไปที่บ้านพี่ฝนด้วย 

ระหว่างทางเราเราผ่าน วัดพระธาตุดอยกองมู

มีเจดีย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนเขากลางเมือง 

 

 

 

จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้ เรามองย้อนกลับไปยังตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักที่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมให้เห็นอยู่ทั่วไป

บรรยากาศเงียบสงบคล้ายกับปายในช่วงก่อนที่จะมีชื่อเสียงจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

ต่างกันที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนนั้นจะมีตึกรามบ้านช่องมากกว่า แต่ก็ยังนับว่าน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับเมืองที่วุ่นวายอย่างกรุงเทพ

 

 

และเราก็มาถึงบ้านของพี่ฝน

เป็นบ้านเล็ก ๆ น่ารัก ชั้นล่างก่ออิฐ และชั้นบนก่อสร้างด้วยไม้

ซึ่งที่นี่เอง ที่พี่ฝนตั้งใจจะทำให้เป็นแกลลอรี่รวบรวมงาน

 

 

บรรยากาศภายในบ้านตอนนี้เริ่มมีการจัดแสดงงานต่าง ๆ ไว้พอสมควรแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จดี

เป็นแกลลอรี่ที่น่ารักมาก ๆ 

ในบรรยากาศอบอุ่นของบ้าน และตกแต่งด้วยรูปภาพมากมายบนผนังบ้าน

ทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ถึงความตั้งใจของพี่ฝน และครอบครัว

 

 

 

 

 มองไปที่หลังตู้ เห็นภาพพี่ฝนตอนรับปริญญา ถ่ายร่วมกับครอบครัว

 

 

 

 

 

 

เราออกมาพูดคุยกับคุณพ่อพี่ฝนที่ระเบียงบ้าน

คุณพ่อพี่ฝนบอกว่าระเบียงนี้ก็เป็นฝีมือพี่ฝนอีกเช่นกัน

บริเวณนั้นก็เป็นสวนที่พี่ฝนรักมาก และลงมือจัดสวนด้วยตัวเอง 

 

 

 

 แมวตัวโปรดทั้งสองของพี่ฝน

 

 

 

คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่พี่ฝนรู้ว่าตัวเองป่วย ก็มักจะกลับมาที่บ้านนี้บ่อยขึ้น

ถ้าหากมีวันหยุดเทศกาลเมื่อไร นี่คือที่ที่พี่ฝนจะกลับมาพักผ่อน และจัดแต่ง เตรียมทุกอย่าง ให้แกลลอรี่เสร็จสมบูรณ์

ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของพี่ฝน ในทุก ๆ มุมของบ้านหลังนี้

อีกอย่างที่เรารู้สึกได้ก็คือ เมื่อเราได้เห็นภาพเหล่านี้แล้ว เรารู้สึกเหมือนกันว่า พี่ฝนยังคงอยู่ที่นี่

ใครบางคนเคยพูดไว้ว่า คนเราเมื่อเกิดมา และล้มหายตายจากไป ก็ไม่มีใครจดจำได้แล้วว่าเคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้

ดังนั้นครั้งหนึ่งที่เราเกิดมา เราก็คงไม่อยากจากไปโดยไม่มีใครจำได้ว่าเราเคยอยู่ที่นั่น

แกลอรี่นี้เป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงความตั้งใจทั้งหมดของพี่ฝน

ภาพวาดสีน้ำบนผนังนั้น ทำให้เราระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งพี่ฝนเคยอยู่ที่นี่

พี่ฝนได้มีโอกาสไปในสถานที่ต่าง ๆ และบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นด้วยมือของพี่ฝนเอง ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่เราเห็น

เรารู้สึกตื้นตัน และดีใจกับพี่ฝนที่เจตจำนงค์ดังกล่าวกลายเป็นจริง

ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่มันจะได้รับการสานต่อจากทุกคนในครอบครัว 

และที่นี่ พี่ฝนยังคงมีชีวิตอยู่ตลอดไป แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม

 

 

คุณพ่อบอกกับพวกเราว่า ทีแรกยังไม่ได้คิดตั้งชื่อแกลลอรี่นี้

แต่จากนี้ไปก็คงจะใช้ชื่อ "ปณิธีแกลลอรี่" 

เส้นทางมาที่นี่ไม่ยาก ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเมือง และอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอนพอดี

เราตั้งใจว่าถ้ามีโอกาส เราจะกลับมาเยี่ยมเยือนที่นี่อีกครั้ง

เมื่อนั้นทุกอย่างคงเสร็จสมบูรณ์ตามที่พี่ฝนตั้งใจ

 

 

 
หลับให้สบายนะครับ พี่ฝน
สักวันเราคงได้พบกันอีกครับ
 
 

 

** ขอขอบคุณเอกรัตน์ แห่ง Creative Kingdom มาก ๆ ครับ

เอกรัตน์ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ และเคยได้ทำงานร่วมกับพี่ฝนที่ โรเบิร์ต จีบุย

และเอกรัตน์นี่เอง ที่ตั้งใจจะขับรถจากเชียงใหม่ขึ้นไปแม่ฮ่องสอน เพื่อร่วมงานของพี่ฝน

ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับภาพถ่ายและทำให้เราได้ทราบถึงเรื่องราวความตั้งใจที่เหลืออยู่ของพี่ฝน

ไว้มีโอกาสจะขึ้นไปเยี่ยมพี่ฝนด้วยกันนะ