>> แด่พี่ฝน และ ปณิธีแกลลอรี่
posted on 13 Jul 2009 08:40 by puppiya
เที่ยงวันพฤหัสที่ 9 กรกฎาคม ผมได้รับข่าวร้ายจากพี่ที่ออฟฟิศ
ว่าเมื่อเช้าพี่ฝนได้จากไปอย่างสงบ หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมาเป็นเวลานาน
พี่ฝน หรือพี่ปณิธี ป้อมทองคำ เป็นพี่สาวที่ผมรู้จักเมื่อประมาณสองปีก่อน
ในตอนที่ผมเพิ่งเข้าทำงาน พี่ฝนก็เริ่มทำงานที่นี่สองเดือนก่อนหน้านั้น
ในช่วงแรก ๆ ที่ผมยังไม่ค่อยรู้กฎระเบียบอะไร พี่ฝน และพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็จะช่วยบอกช่วยสอนงานต่าง ๆ ให้
ในเวลาทำงานพี่ฝนจะจริงจังกับงานมาก จนบางครั้งผมแอบรู้สึกกลัว ไม่กล้าเข้าไปคุยเล่นเวลาที่พี่ฝนจดจ่อกับงานตรงหน้า
แต่นอกเหนือจากเวลางาน พี่ฝนเป็นคนที่เฮฮากว่าที่คิด
พี่ฝนเป็นขาเม้าท์ตัวยงคนหนึ่ง พี่ฝนชอบมีรีวิวร้านอาหารอร่ย ๆ มาให้ดู และพี่ฝนชอบดูกันดั้ม !!
แต่บางคราวก็มีเรื่องที่ผมแอบสงสัยเกี่ยวกับพี่ฝนอยู่บ้าง
ช่วงแรก ๆ ที่ผมเข้าทำงานที่นี่ พี่ฝนก็มักจะไปทานข้าวกลางวันด้วยกัน
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ผมเริ่มสังเกตว่าพี่ฝนมันจะซื้อข้าวขึ้นไปทานที่โต๊ะทำงานบ่อย ๆ
อีกทั้งอาหารที่ทานก็มักจะเป็นพวกชีวจิต
และพอตกเย็นพี่ฝนก็จะไปออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส เล่นโยคะ
ในตอนนั้นผมก็รู้สึกแค่ว่า พี่ฝนเป็นพี่สาวที่ healthy เหลือเกิน
...แต่ก็ healthy จนเกินไปหรือเปล่า ?
และทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างนั้น จนเห็นเป็นภาพชินตา
วันหนึ่ง พวกเราสังเกตเห็นว่าระยะนี้พี่ฝนดูเหนื่อย ๆ หน้าซีดปากซีด
ถามด้วยความเป็นห่วง พี่ฝนก็จะบอกแค่ว่า "ก็ฉันไม่ได้แต่งหน้ามา"
อีกประมาณเดือนหนึ่งถัดมา ผมได้รับข่าวว่าพี่ฝนต้อง admit เข้าโรงพยาบาล
เนื่องจากมีอาการเหนื่อย และหอบมาก จนยืนรอรถกลับบ้านไม่ไหว และพี่ที่ออฟฟิศต้องพาไปส่งที่โรงพยาบาล
พวกเรารวมกลุ่มไปเยี่ยมพี่ฝนที่โรงพยาบาล
อาการพี่ฝนหนักกว่าที่เราคิดมากจนตกใจ
พี่ฝนไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือไหว้พี่ ๆ ที่มาเยี่ยม
ในวันนั้นผมพยายามฟังอาการที่คุณแม่พี่ฝนเล่าให้ฟัง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าพี่ฝนเป็นอะไรกันแน่
หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้รับข่าวร้ายว่า พี่ฝนเป็นลูคิเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือดขาว)
ซึ่งในช่วงนี้ถึงแม้เราอยากจะไปเยี่ยมพี่ฝน แต่ก็คงทำได้ไม่สะดวกนัก
เนื่องจากร่างกายพี่ฝนไม่มีภูมิ และมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่าย
หลังจากนั้นผมก็ได้รู้เรื่องที่น่าตกใจขึ้นไปอีก
พี่ฝนป่วยเป็นไทรอยด์มาตั้งแต่ ม.4 และก็ต่อสู้กับอาการของโรคมาโดยตลอด
ทั้ง ๆ ที่พี่ฝนดูแลตัวเองขนาดนั้น แทนที่อาการของไทรอยด์จะหายขาด กลับกลายเป็นว่าโรคร้ายเข้าคุกคามพี่ฝนมากขึ้น
จนเที่ยงวันพฤหัสที่ 9 กรกฎาคม ผมได้รับข่าวร้ายจากพี่ที่ออฟฟิศ
ว่าเมื่อเช้าพี่ฝนได้จากไปอย่างสงบ หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมาเป็นเวลานาน
หลังจาก admit เป็นเวลาเดือนกว่า ๆ และผ่านการให้คีโม 3 ครั้ง
บ่ายวันนั้นพวกเราต้องรดน้ำศพพี่ฝนที่โรงพยาบาล เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ของพี่ฝนจะพาพี่ฝนกลับแม่ฮ่องสอนในเย็นวันนั้นทันที
งานของพี่ฝนจัดขึ้นที่ วัดหัวเวียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
งานจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เงียบสงบ
คุณพ่อของพี่ฝนยังคงดูเข้มแข็ง ในขณะที่คุณแม่ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจอยู่บ้าง
คงเพราะคุณพ่อได้รับทราบอาการป่วยของพี่ฝนมาตลอด จึงคงทำใจไว้บ้างแล้ว
น้องชายพี่ฝน ชื่อว่าน เล่าให้ฟังถึงอาการป่วยของพี่ฝนว่า พี่ฝนต่อสู้กับไทรอยด์มาตั้งแต่ ม.4
จนเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนหน้าที่พี่ฝนจะเสีย ก็ตรวจพบว่าพี่ฝนเป็นมะเร็งปอด !!
...ครั้งแรกที่ผมได้ยินถึงกับอึ้ง และงง เพราะที่ทราบมาคือ พี่ฝนเป็นลูคิเมียไม่ใช่หรือ ?
ว่านบอกว่าลูคิเมียที่ตรวจพบนี้ คงเป็นเพราะมะเร็งที่ปอดลามเข้ากระแสเลือดนั่นเอง
...แสดงว่าตลอดมาที่เราเห็นพี่ฝนดูแลสุขภาพ ด้วยการกินชีวจิต และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่น คือการต่อสู้กับมะเร็งร้ายมาโดยตลอด
จนเมื่อไม่นานก่อนที่พี่ฝนจะเสีย จึงได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว
จนอาการพี่ฝนเริ่มทรุดหนักลงเรื่อย ๆ
พี่ฝนเข้ารับการรักษาด้วยการให้คีโม 3 ครั้ง
ครั้งแรกที่ได้รับคีโม พี่ฝนมีอาการแพ้มาก จนครั้งต่อ ๆ มาต้องลดปริมาณลง
แต่ก็ดูเหมือนอาการจะไม่ดีขึ้น
ทุกคนเริ่มทำใจกับอาการป่วยของพี่ฝนที่ดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง
แม้กระทั่งพี่ฝนเองก็คงจะรู้ตัว...
พี่ฝนได้บอกลา และสั่งเสียกับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องชาย ครบถ้วนทุกอย่าง
สีหน้าพี่ฝนยังคงยิ้มแย้ม แม้ร่างกายจะอ่อนแรงเพียงใดก็ตาม
และพี่ฝนก็จากไปอย่างสงบในเช้าวันนั้น...
พิธีเผาพี่ฝนจะมีขึ้นในบ่ายวันนี้ (13 กค.)
จากนี้สิ่งที่คงเหลืออยู่ก็คือ ความทรงจำดี ๆ ที่เรามีต่อพี่ฝน
และเจตจำนงค์ของพี่ฝนที่ฝากไว้ และครอบครัวของพี่ฝนจะสานต่อให้เป็นจริง
ความตั้งใจของพี่ฝนในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลก็คือ ทำบ้านของตัวเองที่แม่ฮ่องสอนเป็นแกลลอรี่เล็ก ๆ รวบรวมผลงานภาพวาดสีน้ำของพี่ฝนและน้องชาย
หลังจากนี้คุณพ่อคุณแม่พี่ฝนจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ก่อนจะที่จะกลับมาช่วงเย็นเพื่อร่วมพิธีสวด
เราจึงขออนุญาตตามไปที่บ้านพี่ฝนด้วย
ระหว่างทางเราเราผ่าน วัดพระธาตุดอยกองมู
มีเจดีย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนเขากลางเมือง
จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้ เรามองย้อนกลับไปยังตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักที่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมให้เห็นอยู่ทั่วไป
บรรยากาศเงียบสงบคล้ายกับปายในช่วงก่อนที่จะมีชื่อเสียงจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม
ต่างกันที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนนั้นจะมีตึกรามบ้านช่องมากกว่า แต่ก็ยังนับว่าน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับเมืองที่วุ่นวายอย่างกรุงเทพ
และเราก็มาถึงบ้านของพี่ฝน
เป็นบ้านเล็ก ๆ น่ารัก ชั้นล่างก่ออิฐ และชั้นบนก่อสร้างด้วยไม้
ซึ่งที่นี่เอง ที่พี่ฝนตั้งใจจะทำให้เป็นแกลลอรี่รวบรวมงาน
บรรยากาศภายในบ้านตอนนี้เริ่มมีการจัดแสดงงานต่าง ๆ ไว้พอสมควรแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จดี
เป็นแกลลอรี่ที่น่ารักมาก ๆ
ในบรรยากาศอบอุ่นของบ้าน และตกแต่งด้วยรูปภาพมากมายบนผนังบ้าน
ทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ถึงความตั้งใจของพี่ฝน และครอบครัว
มองไปที่หลังตู้ เห็นภาพพี่ฝนตอนรับปริญญา ถ่ายร่วมกับครอบครัว
เราออกมาพูดคุยกับคุณพ่อพี่ฝนที่ระเบียงบ้าน
คุณพ่อพี่ฝนบอกว่าระเบียงนี้ก็เป็นฝีมือพี่ฝนอีกเช่นกัน
บริเวณนั้นก็เป็นสวนที่พี่ฝนรักมาก และลงมือจัดสวนด้วยตัวเอง
แมวตัวโปรดทั้งสองของพี่ฝน
คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่พี่ฝนรู้ว่าตัวเองป่วย ก็มักจะกลับมาที่บ้านนี้บ่อยขึ้น
ถ้าหากมีวันหยุดเทศกาลเมื่อไร นี่คือที่ที่พี่ฝนจะกลับมาพักผ่อน และจัดแต่ง เตรียมทุกอย่าง ให้แกลลอรี่เสร็จสมบูรณ์
ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของพี่ฝน ในทุก ๆ มุมของบ้านหลังนี้
อีกอย่างที่เรารู้สึกได้ก็คือ เมื่อเราได้เห็นภาพเหล่านี้แล้ว เรารู้สึกเหมือนกันว่า พี่ฝนยังคงอยู่ที่นี่
ใครบางคนเคยพูดไว้ว่า คนเราเมื่อเกิดมา และล้มหายตายจากไป ก็ไม่มีใครจดจำได้แล้วว่าเคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้
ดังนั้นครั้งหนึ่งที่เราเกิดมา เราก็คงไม่อยากจากไปโดยไม่มีใครจำได้ว่าเราเคยอยู่ที่นั่น
แกลอรี่นี้เป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงความตั้งใจทั้งหมดของพี่ฝน
ภาพวาดสีน้ำบนผนังนั้น ทำให้เราระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งพี่ฝนเคยอยู่ที่นี่
พี่ฝนได้มีโอกาสไปในสถานที่ต่าง ๆ และบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นด้วยมือของพี่ฝนเอง ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่เราเห็น
เรารู้สึกตื้นตัน และดีใจกับพี่ฝนที่เจตจำนงค์ดังกล่าวกลายเป็นจริง
ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่มันจะได้รับการสานต่อจากทุกคนในครอบครัว
และที่นี่ พี่ฝนยังคงมีชีวิตอยู่ตลอดไป แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม
คุณพ่อบอกกับพวกเราว่า ทีแรกยังไม่ได้คิดตั้งชื่อแกลลอรี่นี้
แต่จากนี้ไปก็คงจะใช้ชื่อ "ปณิธีแกลลอรี่"
เส้นทางมาที่นี่ไม่ยาก ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเมือง และอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอนพอดี
เราตั้งใจว่าถ้ามีโอกาส เราจะกลับมาเยี่ยมเยือนที่นี่อีกครั้ง
เมื่อนั้นทุกอย่างคงเสร็จสมบูรณ์ตามที่พี่ฝนตั้งใจ
** ขอขอบคุณเอกรัตน์ แห่ง Creative Kingdom มาก ๆ ครับ
เอกรัตน์ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ และเคยได้ทำงานร่วมกับพี่ฝนที่ โรเบิร์ต จีบุย
และเอกรัตน์นี่เอง ที่ตั้งใจจะขับรถจากเชียงใหม่ขึ้นไปแม่ฮ่องสอน เพื่อร่วมงานของพี่ฝน
ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับภาพถ่ายและทำให้เราได้ทราบถึงเรื่องราวความตั้งใจที่เหลืออยู่ของพี่ฝน
ไว้มีโอกาสจะขึ้นไปเยี่ยมพี่ฝนด้วยกันนะ