ระยะนี้ผมมักจะตื่นเช้าเสมอ เพราะอากาศเย็น
ไม่ได้หมายถึงการตื่นขึ้นมาด้วยความทรมานจากสภาวะอากาศ แต่ผมรู้สึกว่าบรรยากาศตอนเช้าของช่วงฤดูหนาวนี้น่าอภิรมย์เป็นพิเศษ
ในวันธรรมดา ทุกเช้าระหว่างที่เดินออกไปปากซอยเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษสุดที่่่ช่วยเติมแรงใจในแต่ละวันทำงานอันหดหู่
กระทั่งวันเสาร์อาทิตย์ สำหรับฤดูนี้การได้ตื่นขึ้นมาสูดอากาศเย็น ๆ เข้าปอดรับอรุณก็ถือเป็นกำไรในแต่ละวัน
กลิ่นของฤดูหนาวที่สดชื่น ทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตขึ้นมาได้
.
เมื่อลมหนาวเริ่มพัดผ่านมา เป็นสัญญาณบ่งบอกการมาถึงของปีใหม่อีกครั้ง ก็เป็นอีกครั้งที่ต้องมานั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งปี
ปีที่ผ่านมา ต้นปีตั้งใจอะไรเอาไว้ เมื่อถึงสิ้นปีได้ทำหรือยัง
พอมานั่งไล่เรียงดูแล้วกลายเป็นว่ามีเรื่องที่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้ไม่ถึงครึ่ง
ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าปีหน้าเอาใหม่อีกครั้ง
เป็นแบบนี้เรื่อยมา
แต่ปีนี้ ผมกลับรู้สึกแตกต่างออกไป
อาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่ผ่านเข้ามากระทบร่างกายและจิตใจ
ทำให้ปีนี้ผมไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือยินดีอะไร
พูดกันง่าย ๆ คือ รู้สึกเฉย ๆ
.
พักนี้ผมมักจะฟังคุณ มาโนช พุฒตาล จัดรายการตอนเช้า ๆ เป็นการเริ่มต้นชีวิตในแต่ละวัน
การได้ฟังพี่ซันแบ่งปันประสบการณ์หลาย ๆ อย่างให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังผู้ใหญ่ใจดีเ่ล่าเรื่องสนุก ๆ ให้ฟังในขณะที่เรานั่งรายล้อมกองไฟในป่าตอนกลางคืนที่หนาวเหน็บ พลางนั่งจิบโกโก้อุ่น ๆ จากถ้วยสเตนเลสในมือ
พี่ซันสามารถส่งผ่านเรื่องราวจากประสบการณ์ส่งผ่านมาสู่เครื่องรับวิทยพร้อมกับความรู้สึกดี ๆ เหล่านั้นได้จริง ๆ
ฟังไปพลาง ทำงานไปพลาง ยิ้มและหัวเราะเหมือนคนบ้าอยู่ที่โต๊ะทำงานคนเดียว
วันก่อนนี้ พี่ซันพูดถึงเรื่องชีวิตคนเราที่ต้องมีการขับเคี่ยวต่อสู้ในทุก ๆ วัน
กระทั่งการแอบอ่านหนังสือพิมพ์ที่มีคนถือมาขายตามแยกไฟแดงระหว่างที่รถติดยังเกิดการขับเคี่ยวเล็ก ๆ ขึ้น
ในขณะที่เราชำเลืองอ่านหัวข้อข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่กำลังจะัหมดบรรทัด
เหมือนคนขายหนังสือพิมพ์จะรู้ว่าเราแอบอ่าน เขาจะรีบพลิกอีกด้านของหนังสือพิมพ์ออกมาแทน
สร้างความว้าวุ่นใจที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ไม่จบหัวข้อข่าว ถ้าเราอยากรู้ข่าว ก็จำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อหนังสือพิมพ์
เป็นการขับเคี่ยวต่อสู้เล็ก ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง
จะว่าไปก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ฟังดูสนุกสนานดี แต่ผมกลับรู้สึกอีกอย่างหนึ่งว่า
ทำไม กับเรื่องแค่เล็กน้อยบางอย่าง ถึงกลายมาเป็นการต่อสู้ดิ้นรนในแต่ละวันเสียได้
บางเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง ก็กลายเป็นที่มาของความขัดแย้งไปได้
ผมก็คิดต่อยอดไปอีกว่า...
เราต่อสู้กับอะไรหลาย ๆ อย่างทุกวันนี้ไปเพื่ออะไร ?
แล้วผมก็คิดฟุ้งซ่านต่อไปว่า...
เราทำงานไปเพื่ออะไร ?
เราตื่นเช้าเพื่ออะไร ?
ตอกบัตรทำงานไปทำไม ?
ทำงานไปเพื่ออะไร ?
เหนื่อยไปเพื่ออะไร ?
ฟังดูเหมือนคนที่กำลังเบื่อหน่ายในงานที่ทำ แต่เปล่าเลย ผมกลับคิดว่านี่คือการไตร่ตรองอะไรบางอย่าง
" เราทำชีวิตตัวเองให้ยุ่งยากเกินไปหรือเปล่า ? "
คำถามนี้ลอยวนอยู่ในหัวของผมอยู่ตลอดทั้งอาทิตย์
ผมเริ่มรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วชีวิตไม่ควรจะยุ่งยากวุ่นวายขนาดนั้น
เอาเข้าจริง ๆ สาระสำคัญที่ชีวิตที่เราต้องการก็มีไม่กี่อย่าง
นอกจากปัจจัยสี่แล้ว พี่ซันบอกมาอีกอย่างว่า สิ่งที่เราต้องการก็คือ สหาย
สหาย ทั้งเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง พ่อแม่ หรือคนรัก
เราต้องการแค่นั้นจริง ๆ
บางคนอาจจะบอกว่า ที่ทำงานก็เพื่อความมั่นคงของชีวิตในวันข้างหน้า
เพื่อให้มีกินพอใช้พอจ่าย เพื่อให้ความสุขกับตัวเองและคนที่เรารัก เพื่อครอบครัวที่เรารัก
แต่ถ้าว่ากันจริง ๆ สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงสูตรสำเร็จตายตัว ที่ใครสักคนทำกัน และเราก็ทำตามกันต่อ ๆ ไปเป็นทอด ๆ
เราเดินตาม ๆ กันไป โดยไม่อาจแน่ใจว่าสิ่งที่ทำไป เราจะมีความสุขจริงหรือเปล่า
เราทำงานหนัก แต่งงาน มีครอบครัว มัลูก มีบ้าน มีรถ เพื่อครอบครัวที่สมบูรณ์
แต่กว่าจะได้มาซึ่งความสมบูรณ์นั้น เราต้องแลกกับอะไรไปบ้าง
ความเหน็ดเหนื่อย ความท้อใจ ความหมดหวัง
ความคาดหวังตั้งเป้าว่าอยากจะทำอะไรให้ได้ตามตั้งใจ เมื่อไม่ได้ตามที่หวัง ก็ปลอบใจตัวเองว่าได้ทำเต็มที่แล้ว
เรากำลังทำชีวิตตัวเองให้วุ่นวายเกินไปหรือเปล่า ?
เราดิ้นรนกันเกินไปหรือเปล่า ?
สาระจริง ๆ ของความสุขในชีวิตอยู่ตรงนั้นจริง ๆ หรือ
ชีวิตไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องวุ่นวายขนาดนั้น
ต้นไม้ใบหญ้า สิงสาราสัตว์ต่าง ๆ ไม่เคยต้องดิ้นรนเกินตัว ก็สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข
ชีวิตควรจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่การเลี้ยงดูตัวเองอย่างเย็นชาด้วยเงินตราในแต่ละเดือน
ผมเองก็ยังตอบไม่ได้เช่นกัน ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เรากำลังทำนั้นถูกหรือผิด
แต่ผมกำลังพยายาจะเข้าใจ
ไม่ทำให้ชีวิตยากเกินไป
เพียงแค่การได้มีบ้านอยู่ มีอาหารกิน ไม่เจ็บป่วย มีมิตรสหาย และได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริง ๆ
เพียงเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตแล้ว
ผมคิดอย่างนั้น
.
ลมหนาวยังคงพัดผ่านผิวกายผมในช่วงสิ้นปีเหมือนทุก ๆ ปี
เพียงแต่ปีนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป
ผมค่อย ๆ สูดอากาศเย็นเข้าปอดลึก ๆ อย่างช้า ๆ
แหงนหน้ามองฟ้าสีครามเบื้องบน
จิตใจที่สงบนิ่ง คงนำพาให้ผมได้รู้จักกับความสุขที่แท้จริงในปีหน้า
.
Title : La La Means I Love You / Artist : Fried Pride
