
**(DEMO VERSION)
.
1.
กระแสชีวิตหลากหลายค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยลอยไหลล่องไปตามกระแสสังคมอันวุ่นวายแต่เงียบงัน แววตาอิดโรยร่วงหล่นกระจัดกระจายรายทางเดินเข้าสู่วัฏจักรขับเคลื่อนสังคม ความเคลือบแคลงสงสัยในอนาคตผุดพรายตามใบหน้า ก้อนความคาดหวังลอยละล่องปะปนรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียวในบรรยากาศขุ่นขมุกขมัวเซ็งแซ่ รอยเท้าทาบทับนับไม่ถ้วนบนทุกบาทวิถี แข้งขาเคลื่อนพันอย่างไร้ระบบ
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวไร้ทิศทาง กลับปรากฏเท้าคู่หนึ่งหยุดนิ่งไม่ไหวติงราวก้อนหินขวางกลางลำน้ำเชี่ยว เจ้าของเท้าคู่นั้นเลือกที่จะหยุดตัวเองไม่ให้เคลื่อนไปกับฝูงชน แขนสองข้างแนบนิ่งขนานลำตัว ใบหน้านั้นแหงนท้าท้องฟ้า ดวงตาหลับพริ้ม ปล่อยห้วงมโนสำนึกล่องลอยไปกับความหลังในวันวาน ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เขามายืนอยู่ ณ ปัจจุบัน
2.
หลายปีก่อน บนรางม้าเหล็กที่เคลื่อนแหวกอากาศไปข้างหน้า ด้านขวามือคือบ้านเรือนหลังน้อยที่ปลูกสร้างอยู่กันอย่างห่าง ๆ ด้านซ้ายมือคือทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มเป็นฉากหน้าของถนนสายหลักสู่ภาคตะวันออก สองโลกที่แตกต่างถูกแยกออกจากกันด้วยรางเหล็กอายุนับศตวรรษ เสียงกลองให้จังหวะร้องรำทำเพลงรื่นเริงระหว่างทางสู่จุดหมายที่ไม่คุ้นเคย และโลกที่ไม่คุ้นชิน นับแต่วันแรกที่จับไม้บรรทัดทรงสามเหลี่ยม ชีวิตใหม่ของเขาก็เริ่มต้นขึ้น
ระหว่างทางที่ชีวิตล้มลุกคลุกคลาน ตึกจานบินที่เฝ้ามองเด็กชายหัวเกรียนคนนั้นค่อย ๆ ถูกขัดเกลาเติบโต ผ่านประสบการณ์ล้มแบบนับครั้งไม่ถ้วน จนต้องเพิ่มแอลกอฮอลล์ในเลือดเพื่อปลุกวิญญาณความอยากงาน ปรากฏการณ์อาทิตย์ขึ้นต่อหน้าต่อตาในเช้าวันกำหนดส่งงาน จนกระทั่งอาจารย์นอกคณะแอบร้องไห้ในห้องที่ไร้นักศึกษาเวลาสิบเอ็ดโมง
เข็มนาฬิกาเคลื่อนคล้อยอย่างมั่นคง นำพาก้อนกรวดไร้ค่าเจียระไนด้วยประสบการณ์อันหาค่ามิได้ เกลาลบเหลี่ยมมุมคมกริบจนเกลี้ยงเกลาวาววับเป็นอัญมณีเม็ดงาม พร้อมรังสรรค์โลกสีเทาให้สวยงามด้วยประติมากรรมซึ่งรวมศาสตร์และศิลป์นานาแขนงวิชาบ่มกลั่นจนข้นงวดออกมาเป็นสถาปัตยกรรม ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยประสบการณ์ของสถาปนิก
เขาแบกความปรารถนาและความคิดสร้างสรรค์สดใหม่พร้อมเสนอตัวสู่มหาสมุทรกว้างใหญ่อันคลาคล่ำไปด้วยมนุษย์เงินเดือน ความฝันที่ล้นปรี่อัดจนแน่นเต็มกรอบของสถาบันการศึกษา เมื่อถูกปลดปล่อยก็ต้องการที่อยู่ที่เหมาะสม ลูกอ๊อดในบ่อใสกว่าจะรู้ว่าโลกที่แท้จริงนั้นกว้างใหญ่เพียงใด ก็ต่อเมื่อกลายเป็นกบตัวจ้อยสัมผัสไออุ่นของดิน
การเดินออกจากรั้วสถาบันการศึกษามิใช่การเดินทางสู่ชีวิตอิสระอันหอมหวาน หากแต่เป็นการออกจากกรอบเดิมสู่กรอบที่ใหญ่กว่า ชีวิตในโลกกว้างก็ฉันนั้น เพียงแต่กรอบในครั้งนี้ไม่ใช่ความพยายามให้ได้มาซึ่งเกียรตินิยมหรือเกรดนิยมใด ๆ ทุกย่างก้าวที่ออกเดินคือการดิ้นรนอยู่รอดในโลกกว้าง
ความทะนงในตัวตนของเขาถูกดูแคลนและตอบแทนด้วยคำปฏิเสธการรับเข้าทำงาน เขามุ่งมั่นหมายสู่องค์กรใหญ่ที่ใฝ่ฝัน โดยลืมนึกถึงประสบการณ์และความสามารถของตนเอง ภูผาตระหง่านคิดหมายป่ายปีนให้ถึงยอด หากไร้ซึ่งความพร้อมทางกายและประสบการณ์ ฝืนปีนสูงขึ้นไปเท่าใด พลาดพลั้งตกลงมาก็ยิ่งบาดเจ็บเป็นทวีคูณ สิ่งใดก็ตามที่รีบเร่งเกินควรต่างพบจุดจบที่เจ็บปวดไม่ต่างกัน
เขากำลังค่อย ๆ ป่ายปีนขึ้นไปสู่ยอดผาอย่างช้า ๆ และมั่นคง
3.
ความสงบของแสงแดดอุ่นยามเช้าส่องแทรกลงมาตามช่องว่างระหว่างใบของไม้ใหญ่ถูกกลบด้วยเสียงเอ็ดตะโรเซ็งแซ่ของเหล่าบรรดายานพาหนะ เสียงก่นด่าจากรถรับจ้างสบถใส่คนเดินถนน เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของใครสักคน เสียงพื้นรองเท้ากระทบพื้นดังกุบกับราวฝูงม้าป่าแตกตื่น
ท่ามกลางความวุ่นวาย เขากลับยืนหยุดนิ่ง ปล่อยกายใจให้แสงอุ่นฉาบชำระคราบขุ่นหมองมัว เงี่ยหูฟังยินเสียงนกกระจิบสองตัวร้องคลอเคล้าไปกับเสียงเพรียกของสายลมเย็นที่พัดพาเมล็ดแห่งจินตนาการมาให้ เมื่อแรงบันดาลใจที่ขาดหายไปเป็นเวลาเนิ่นนานได้รับการเติมเต็ม เมื่อนั้นกายใจก็พร้อมเผชิญกับวันเวลาอันซ้ำซากอีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งวันวาน
4.
สิ้นกลิ่นเสียงงานเลี้ยงฉลอง เหล่าไม้สดก็พร้อมที่จะก้าวไปเผชิญกับโลกกว้าง ใบเบิกทางที่เรียกกันติดปากว่าปริญญาที่สู้อุตส่าห์ร่ำเรียนพากเพียรกันมาก็เพื่อวันที่จะได้ชื่อว่าเป็นสถาปนิกอย่างเต็มตัว ต่างคิดฝันอยากสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมชิ้นงามไว้ประดับโลกเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของตนเองและวงศาคณาญาติ หากฝันอันร้อนแรงของเหล่าไม้สดเช่นเขาถูกใช้เป็นเพียงท่อนฟืนเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้า
ความจริงมักจะโหดร้าย และงานแรกที่ได้มักไม่ใช่อย่างที่ฝัน กว่าเขาจะได้ออกแบบบ้านด้วยตัวเองสักหลังดูช่างยาวนาน ทุกวันที่ได้ทำคือส่วนประกอบเล็ก ๆ ของอาคารใหญ่ที่ใครสักคนออกแบบมาอีกที ใจเขาคิดขุ่นเคืองว่าทำไมต้องมาเป็นลูกมือของใคร ๆ คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ให้ศึกษางานไปก่อน หรือ ยังไม่มีประสบการณ์ เขาตระหนักได้ถึงความลำพองในตัวตนที่เคยใหญ่คับฟ้า แท้จริงแล้วเขาก็เป็นเพียงลูกไก่ตัวน้อยที่เพิ่งหัดเดินหัดบิน ต้องค่อย ๆ คุ้ยเขี่ยเก็บเล็กผสมน้อยเก็บประสบการณ์ชีวิตให้ปีกกล้าขาแข็ง เมื่อนั้นก็ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบได้บ้าง เป็นผลมาจากทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่อเด็กรุ่นใหม่ หากใจเปิดกว้างโอกาสที่จะมอบหมายให้เขาได้รับงานใหญ่ก็มากกว่า ในขณะที่บางคนอาจมองเด็กเป็นเพียงแค่เฟืองจักรชิ้นหนึ่งที่ทำให้กลไกไหลลื่นขึ้น แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าการโทษทัศนวิสัยของผู้บริหารแต่เพียงถ่ายเดียวก็ไม่นับว่ายุติธรรมสักเท่าไร
.
เขาผู้เคยเป็นเด็กน้อยแสนลำพองกล่าวโทษโลกกว้าง โดยลืมมองตนเองไปเสียสนิทว่าการณ์ต่าง ๆ ย่อมมีเหตุและผลของตัวเอง ประวัติการทำงานที่ผ่านมา ผลงานตลอดระยะเวลาที่เล่าเรียนทั้งในและนอกคณะ ประสบการณ์การรับงานระหว่างเรียน ไม่ว่าเขียนแบบหรือตัดหุ่นจำลอง หรือกระทั่งการไขว่คว้าโอกาสประกวดแบบ ทุกอย่างมีผลต่ออาชีพและการทำงานในภายภาคหน้าทั้งสิ้น หรือคิดอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเขาเป็นเจ้าของบริษัท กับคนที่ไม่มีประสบการณ์ก็คงไม่อยากมอบหมายความรับผิดชอบใหญ่โตให้ แต่กับคนที่ผ่านประสบการณ์ ยิ่งมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า
เขาจึงมักเตือนตนเองเสมอ ว่าอย่าดูแคลนงานนอก หรืองานประกวดแบบว่าหนักหนา หากมีโอกาสให้ไขว่คว้าไว้ งานต่าง ๆ จะช่วยขัดเกลาฝีมือและความคิดให้เฉียบคม เพราะหากคิดมุ่งหมายจะเดินบนทางสายนี้ ก็ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด
ทุกวันนี้เขามองโลกอย่างเข้าใจมากขึ้น และกำลังสะสมประสบการณ์เพื่อการงาน และชีวิต
5.
ขาคู่นั้นก้าวย่างข้ามผ่านแถวหน้ากระดานยานพาหนะหลากชนิดที่หยุดสงบนิ่งบนพื้นแอสฟัลต์ต่อหน้าดวงไฟสีแดงเขรอะคราบเขม่าควัน ภายในพาหนะที่จอดสงบนิ่งนั้นคละคลุ้งด้วยบรรยากาศขุ่นมัวรีบเร่ง ชายในรถหรูคันนั้นเหลือบมองตัวเลขบอกเวลาในรถเป็นครั้งที่สามในรอบห้านาที พลางนึกกล่าวสบถก่นด่าผู้คนที่กำลังเดินข้ามถนนผ่านหน้าเขาไปอย่างไม่สบอารมณ์ ในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นนี้เธอเลือกที่จะค่อย ๆ จรดปลายเท้าอย่างช้า ๆ ไม่รีบเร่งเช่นผู้คนรายรอบ
ณ โมงยามปัจจุบัน เธอเหลือบมองนาฬิกาเรือนน้อยบนข้อมือ พอจะคาดเดาสถานะการเข้างานวันนี้ได้ หากเธอยังเอ้อระเหยอยู่เช่นนี้ต่อไปก็จะตอกบัตรสายไปสามสิบนาที แต่ด้วยความเหนื่อยหน่ายชีวิตซ้ำซากอย่างหนูถีบจักรก็พาให้ขาคู่นั้นกลับเยื้องกรายด้วยจังหวะ ช้า สม่ำเสมอ เหมือนนักลีลาศที่เพิ่งทำความรู้จักกับวอลทซ์
บางครั้งการรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วได้เขมือบกลืนทัศนียภาพรอบข้างจนเหลือเพียงแถบสีพร่ามัว วันนี้เธอจึงตัดสินใจเดินให้ช้าลง เพื่อจะได้มีโอกาสอิ่มเอมกับสิ่งรอบข้างได้มากขึ้นอีกสักนิดในโลกสีเทาใบนี้
เธอก้าวย่างอย่างช้า ช้า มั่นคง และสง่างาม เหมือนที่เคยทำเมื่อนานมาแล้ว
6.
สีเทากำลังกัดกินจิตวิญญาณของเธอ
นับตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในโลกใบสีเทาหมองหม่น ผู้คนต่างยกย่องให้เธอเป็นคลื่นลูกใหม่ เนื่องด้วยหน้าที่การงานความรับผิดชอบมากมายเกินกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะทำได้ แต่เธอก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่าไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินกว่าหนึ่งสมองและสองมือของเธอจะแก้ไขปัญหาได้
ภาพผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่คอยกำกับสั่งการคนงานให้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ จากพิมพ์เขียวเล่มใหญ่ในสองแขน เป็นภาพที่ผู้คนแถวนั้นพบเห็นจนชินตา พิมพ์เขียวขนาด A1 สี่ห้าเล่มกองอยู่ตรงหน้าเธอ ช่างดูราวกับกระรอกตัวน้อยบนพรมผืนยักษ์ เพียงแต่พรมผืนนี้มิได้นุ่มสบายหรือมีไว้สำหรับเอนหลังพักกาย
กลิ่นพิมพ์เขียวฉุนคละคลุ้ง เสียงพลิกเปลี่ยนในแต่ละหน้า กลิ่นฝุ่นปูนซีเมนต์อบอวล เสียงผสมปูนดังแกรกกราก กลิ่นไม้อัดไม้โครงที่คุ้นชิน เสียงปืนตะปูยิงยึดเป็นจังหวะระรัว กลิ่นกายผู้คนหลากหลาย เสียงสำเนียงภาษาที่แปลกหู เป็นเวลาปีกว่าที่เธอคลุกคลีอยู่กับมันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่รู้ตัว
เธอทำหน้าที่นี้ได้ดี และดีมากเสียด้วย หัวหน้าของเธอเอ่ยปากชมในความขยันตั้งใจของเธอ แต่หากถามไถ่ลงไปในใจของเธอ เธอไม่เคยเอ่ยเอื้อนให้คุณค่ากับงานที่เธอทำแม้แต่ครั้งเดียว อาจจะมีก็แค่เสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ในรถของเธอที่ไม่เคยมีใครได้ยิน
ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ที่เธอไม่เคยหยุดมองดอกหญ้าข้างทาง ไม่ได้แหงนหน้ามองปุยเมฆขาวบนท้องฟ้าสีสด ไม่ได้นั่งนิ่งทอดกายฟังเสียงแม่น้ำที่ไหลผ่านไป เด็กสาวคนนั้นกลับเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นทุกวัน เมื่อรู้สึกตัวอีกทีที่รายรอบตัวเธอก็คือไซต์งานเละเทะ ฝุ่นผงคละคลุ้ง อุปกรณ์ระเกะระกะ และคนงานที่เร่งทำงานเป็นบ้าเป็นหลังราวเครื่องจักรไร้ชีวิต เธอเริ่มต้นทุกวันด้วยการตื่นเช้าเพื่อให้ทันตอกบัตรเข้างานแปดนาฬิกา เวลาเลิกงานคือห้าโมงเย็น แต่เธอได้กลับบ้านหลังสองทุ่มทุกวัน ไม่เคยมีวันเสาร์อาทิตย์สำหรับพักผ่อน เธอทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน เจ็ดวันต่อสัปดาห์ เธอไม่ได้เจอหน้าแม่ของตัวเองมานานนับเดือน แม้ห้องนอนของเธอกับแม่จะอยู่ห่างกันเพียงแค่ผนังกั้น
ชีวิตของเธอถูกสีเทากลืนกินไปเรื่อย ๆ ห้วงขณะหนึ่งเธอลืมตัวตนของตนเองไปเสียสิ้น เธอเปลี่ยนแปลงไปเป็นใครอีกคนหนึ่งที่แม้แต่เธอเองก็ไม่รู้จัก สีเทาลุกลามเข้ากัดกินตัวเธอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งไปโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เป็นประกายกลับถูกฉาบทับด้วยสีเทาหม่น รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป และไม่คืนกลับมา ความสดใสของเธอถูกรีดสูบออกไปจนหมด ทุกย่างก้าวไร้ชีวิตชีวาราวซากศพ
ในช่วงเวลาที่เธอกำลังจะจ่อมจมลงสู่ก้นบึ้งของสีเทา เธอได้มีโอกาสพูดคุยกับแม่ของเธอ เธอคุยกับแม่อย่างไร้ชีวิตชีวาเหมือนคุยกับคนแปลกหน้า แม่ของเธอถามไถ่เวลากลับบ้านด้วยความเป็นห่วง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าก็คงหลังอาทิตย์ตกดินตามเคย เธอเกือบจะวางสายของแม่ไปแล้ว ถ้าแม่ของเธอไม่ได้พูดประโยคนั้นขึ้นมา
...ไม่เห็นหน้ากันเลยนะ
โลกทั้งโลกหยุดนิ่งโดยพลัน สีเทาหยุดกัดกินจิตวิญญาณทันที
เรียบง่าย แต่สั่นสะเทือนไปถึงหัวใจ ความสดใสที่ตกตะกอนนอนก้น ตัวตนคนเดิมที่หลับใหล ถูกเขย่าปลุกขึ้นมาอีกครั้ง น้ำตาพร่างพรายไหลชะล้างสีเทาออกไปจากนัยน์ตา นับจากนาทีนั้นเธอตื่นจากภวังค์อันยาวนานราวชั่วกัลป์ คิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมา และในที่สุดเธอก็รู้ว่าควรจะจัดการกับมันอย่างไร เธอหวนคิดถึงตัวเอง คิดถึงตัวตนของตนเอง สิ่งที่เธอต้องการ และจุดยืนของตนเอง เธอเลือก เธอคิด เธอไตร่ตรอง มองโลกสีเทาด้วยสายตามุ่งมั่น และเปล่งประกาย
นั่นคือแววตาคู่เดิมที่เคยหยุดมองดูดอกหญ้าข้างทาง และปุยเมฆขาวบนฟ้ากว้างผืนเดิม
7.
แสงไฟสาดส่องสู้ราตรีกาลที่ค่อย ๆ เยื้องกรายมาเยือน ร้านรวงหลากหลายประดับไฟหลากสีเชื้อเชิญชวนผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามาสังสรรค์ผ่อนคลาย
ในมุมสงบของเมืองใหญ่ ปรากฏร้านเล็ก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากบ้านพักอาศัย รายรอบบริเวณประดับประดาด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เสียงเพลงเบา ๆ คลอเคล้าไปทั่วทั้งร้าน พื้นที่หน้าบ้านดัดแปลงจากสวนเป็นสระว่ายน้ำเล็ก ๆ เรียงรายด้วยโต๊ะสนามง่าย ๆ โต๊ะพูลจอดนิ่งอยู่ในโรงรถ ได้ยินเสียงลูกพูลดังกระทบกันเป็นระยะ ลมโชยพัดเย็นพาความตึงเครียดทั้งวันปลิวหายไปกับสายลม มุมหนึ่งบนระเบียงบ้านชายหญิงคู่หนึ่งกำลังรอคอยการมาถึงของชายอีกคน
เฮ้ย !! โทษทีว่ะ รถโคตรติดเลย ผู้มาใหม่เดินหอบเบา ๆ เข้ามาทักทาย
เออ ! ไม่ต้องมาอ้าง รีบมาจ่ายค่าเหล้ากูเลย ตามสัญญามาคนสุดท้ายเลี้ยงรอบวง
เดี๋ยว ๆ กูบอกเมื่อไรว่าจะเลี้ยงเหล้ามึงวะ ไอ้กนต์ ?
อ่ะ ! ไม่เชื่อถามเมย์ ชายตัวใหญ่บุ้ยปากไปทางหญิงสาว
...ก็ เมย์ก็กำลังรอเจมาจ่ายค่าเหล้าอยู่เนี่ยแหละจ้ะ หญิงสาวยกแก้วกามิกาเซ่สีฟ้าสวยขึ้นอวดผู้มาใหม่
เอ๊า !! ชายผู้มาใหม่ถอดแว่นซับเหงื่อบนใบหน้าอย่างอ่อนใจ
เออน่า... จ่าย ๆ ไปเถอะ ค่าเหล้ากู ถูกกว่าค่าน้ำมันรถมึงอีก
ค่าเหล้ามึงง่ะ เท่าค่าน้ำมันกูทั้งเดือน พูดจบประโยค หญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
เฮ่ย ! กูล้อเล่น กูเพิ่งสั่งกับไปสองอย่างเอง นี่ก็เบียร์ขวดแรก ฉลองให้เมย์ลาออกจากงานหน่อย
อ้าว ! ออกแล้วเหรอ เมย์ เจตาโต หันไปถามเมย์
จ้ะ ออกจนได้ เมย์ตอบพลางคีบน้ำแข็งใส่แก้วยื่นให้เจ กนต์เทเบียร์ตามลงไป
น้ำสีเหลืองอำพันฉาบผิวหน้าด้วยพรายฟองบาง เจจรดปากแก้วดื่มไปเล็กน้อย
ตัดสินใจดีแล้วสินะ
อืม จ้ะ หญิงสาวยิ้มตาหยี
แล้วมึงล่ะ เมื่อไรออก กนต์หันไปถามเจทีเล่นทีจริง
เฮ่ย ! ไอ้บ้า กูทำงานที่นี่ได้ยังไม่ถึงปีเลย จะรีบออกไปหาพระแสงอะไรอีกวะ อีกอย่าง มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นนาโว้ย
...แค่เจ้านายขี้งอน กนต์เติมท้ายประโยคให้เสร็จสรรพ
เออ จริง
ไปทำอะไรให้เขางอนล่ะจ๊ะ ?
หยุมหยิมน่ะ บริษัทเล็ก ก็เลยต้องทำหลายอย่าง พอทำให้ไม่ทันก็งอน ๆ
เจหันไปทางกนต์ที่กำลังเคี้ยวยำผักบุ้งกรอบอย่างเอร็ดอร่อย แล้วมึงล่ะ ไอ้กนต์ เมื่อไรออก ?
ดู ๆ อยู่ว่ะ แต่ไม่ซีเรียส แต่นะ กูอยู่ที่นี่มาสองปีกว่าแล้ว แม่งเห็นกูเชี่ยวชาญดีเทล ให้กูทำแม่งแต่ดีเทลทั้งวัน
อ้าว ! ก็ดีออกนี่ ได้เป็นสเปเชี่ยลลิสต์เฉพาะด้านไปเลยไงจ๊ะ
แหม่... มันจะทำอย่างอื่นไม่เป็นเลยนะจ๊า เมย์จ๋า คือกนต์อยากออกแบบบ้างนี่แทบไม่ได้แตะเลยนะ เพราะเขาจัดให้เราทำแต่ดีเทลมาตั้งแต่ต้น พูดจบ กนต์ก็อัดเบียร์ตามไปอีกอึกใหญ่
เฮ้ย ! แต่ก็ดีนะ บริษัทใหญ่ แบ่งงานกันชัดเจนดี ของกูบริษัทเล็ก คนน้อย แม่งทำตั้งกะดีไซน์ยันเมสเซนเจอร์
แหม.... เข้าใจความรู้สึกเลยจ้ะ เมย์เจอบ่อยเหมือนกัน
แล้วของเมย์ล่ะ เจหันไปถามเมย์ งานที่ต้องอยู่ไซต์นี่หนักเกินไปใช่มะ ?
ว่ากันจริง ๆ เมย์ไม่เกี่ยงนะ รู้สึกดีซะอีก ที่เขาให้โอกาสทำอะไรอย่างนี้น่ะ
นั่นสิ ! กนต์แทรกขึ้นมา กูยังแปลกใจ ทำไมเขาจับเอาเมย์ไปลุยหน้างานวะ ?
คนเขาน้อยน่ะ อีกอย่างเมย์เป็นสถาปนิกคนเดียวที่เหลืออยู่
เพราะคนอื่นมันออกไปหมดแล้ว กนต์ต่อท้ายประโยคให้อีก
อะไรประมาณนั้น
เมย์คีบน้ำแข็งเพิ่มให้กนต์ และหันไปบอกบริกรขอน้ำแข็งเพิ่มอีก กนต์สั่งเบียร์เพิ่มตามไปอีกสองขวด
ฟังดูเมย์ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วทำไมออกซะล่ะ ?
เมย์รู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเองน่ะ
หืม ? กนต์ย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
คือเคยรู้สึกมั้ย เวลาที่เราทำงานมาก ๆ จนงานมันเบียดเบียนเวลาเราไปหมดน่ะ
อ้า.... พอเข้าใจ เจพยักหน้ารับ
อืม จริง ๆ งานไม่เสร็จดีมันก็ต้องรับผิดชอบให้เสร็จแหละนะ แต่บางทีเมย์รู้สึกว่าบางอย่างมันไม่ถูกไม่ควรน่ะ
เช่น ? กนต์ถามต่อ
บางทีเค้าหลบสเป็กวัสดุอะไรกันอย่างเงี้ย เราก็รู้ทั้งรู้นะว่ามันผิด แต่เขาต้องการลด cost เราเลยต้องทำเป็นหลับหูหลับตาไป
เจและกนต์ครางฮือขึ้นพร้อมกัน
แรก ๆ เราก็คิดว่าคงอันนี้แค่อันเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าหลบสเป็กกันหมดทุกงานเลย
บริษัทเมย์นี่คือรับเหมาใช่มะ ?
อืม ก็ไม่ใช่ว่าบริษัทรับเหมาไม่ดีนะ แต่ที่เมย์เจอนี่มันเยอะไปแล้วไง เราเองก็มีจุดยืนของเรา ไม่อยากให้เค้าหลบสเป็ก แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของบริษัท
ก็เลยรู้สึกไม่สบายใจ ? กนต์ถาม
อืม เมย์เองก็พยายามบอกให้เขาทำให้ถูกตามกระบวนการ อย่าหมกเม็ด แรก ๆ เมย์ไม่รู้นะ เค้าให้เมย์ทำอะไรเมย์ทำหมด คือเราไม่รู้ไงว่าไอ้ที่ทำเนี่ยถูกหรือผิด เพราะไม่มีประสบการณ์
เจพยักหน้าฟังอย่างตั้งใจ ในขณะที่กนต์รับอาหารและน้ำแข็งที่บริกรยกมาเสิร์ฟเพิ่ม
ทีหลังพอเวลามีปัญหากลายเป็นว่าเมย์โดนด่า แต่เมย์ก็ตาใสไง เพราะไม่รู้ว่าทำอะไรผิด เมย์ก็ทำตามคำสั่งเจ้านาย
แต่ตอนนี้รู้แล้ว ? กนต์ถามอีก
จ้ะ ไม่งั้นไม่ออกหรอก ทั้งโต๊ะหัวเราะกันรอบวง
แต่ก็เก่งนะ อยู่มาได้ตั้งปีกว่า เจพูดพลางตักข้อไก่ทอดให้เมย์
อืม มีหลายอย่างที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยน่ะ สงสารคนมาทำต่อ
เป็นไอ้กนต์มันนึกจะหนีก็หนีไปแล้วล่ะ
อ้าว ! ไอ้นี่ เดี๋ยวฟาดด้วยต้นหอม กนต์ยกต้นหอมขึ้นมาเงื้อง่าทำท่าจะตีใส่เจจริง ๆ
แล้วมึงไปเป็นเมสเซนเจอร์สนุกมั้ยล่ะ ?
เออ... แปลกใหม่ ไม่คุ้นชิน แต่สนุกดี กูว่าจะเลิกทำ tect ไปเป็นเมสเซนเจอร์แล้วเนี่ย
เป็นเมสเซนเจอร์คนเดียวในประเทศที่ขับรถเก๋งส่งเอกสาร กนต์แซว
เอ้อ ! มันก็ดีนะ ได้ลองงานแปลก ๆ ดี บางทีก็ออกไปวัดหน้างาน กลับมาดีไซน์ แล้วเขียนแบบเองคนเดียวเบ็ดเสร็จ
ฟังดูดีนี่จ๊ะ รับผิดชอบทั้งโปรเจคคนเดียวเลย
อืม ก็ดีแหละเมย์ เพราะเราต้องจดจ่ออยู่กับมันทุกอย่าง ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ฐานรากยันยี่ห้อก๊อกน้ำ แต่มันจะเหนื่อยตรงที่เวลางานเร่ง ๆ ก็ต้องรีบปั่นกันซะ คนที่จะมาช่วยก็ไม่ค่อยมี เพราะแต่ละคนก็มีงานของตัวเอง
เฮ้ย ! สนุกดีนี่หว่า เหมือนทำโปรเจคตอนเรียนเลย คิดเองคนเดียวหมด
ก็ดีแหละ แต่ที่ปวดหัวอีกอย่างก็พวกงานธุรการสวัสดิการเนี่ยแหละ
ทำไมเหรอจ๊ะ ?
ด้วยความที่บริษัทเล็กไง ทุกคนก็เลยต้องช่วย ๆ ทำกันหมด ระบบอะไรก็เลยยังดูมั่ว ๆ อยู่
อืม... ได้อย่างเสียอย่างเนาะ
แต่ก็โอเคนะ เจก็สนุกกับงานดี มีอะไรให้ลุ้นดี ว่าวันนี้จะได้ออกไปวัดหน้างานหรือเก็บเช็คหรือเปล่า
วันหลังมึงก็ไปเก็บเช็ค แล้วเชิดไปเลยสิ
เออ ! ถ้ามันเซ็นมาสักสามล้านกูจะเชิด.... ไอ้บ้า !! เจพูดจบ กนต์ก็ระเบิดหัวเราะออกมาลั่นร้าน
ว่าแต่มึงเถอะ พ่อดีเทล สเปเชียลลิสต์ เป็นไงบ้างล่ะ ?
มึงถามดีเทลอะไรกูตอนนี้กูเคลียร์ได้ทุกอย่าง
ดีเทลหัวใจล่ะจ๊า ?
แหม ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวปั๊ดหยิกแก้มช้ำ หญิงสาวรีบกุมแก้มแดงระเรื่อทั้งสองข้างทันที
บริษัทใหญ่น่ะนะ อย่างว่า ระบบระเบียบอะไรมันก็ชัดเจนไปหมด แบ่งฝ่ายแบ่งแผนกกันเห็น ๆ แล้วงานที่ได้ทำก็จะเป็นงานที่แต่ละคนถนัด ไอ้นี่ถนัดพรีเซนต์ ก็พรีเซนต์ทั้งวัน ไอ้นี่เก่งเรื่อง treat รูปด้าน ก็ทำรูปด้านให้สวยไป อีกคนเก่ง perspective ก็นั่งทำ tive กันไป อย่างของกูก็ทำดีเทลอย่างเดียว
ถามจริงเหอะ เบื่อมั้ย ?
มาก... สองปีเลยนะ ไอ้เจ มันเหมือนไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยไงเช้ามาก้มหน้าก้มตาทำแต่ดีเทล กลับบ้านไปพรุ่งนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำดีเทลอีก พูดจบ กนต์ยกเบียร์ขึ้นจิบแก้คอแห้ง
ก็เลยเริ่ม ๆ มองหางานที่อื่นเหรอจ๊ะ ?
อืม เริ่มอิ่มตัวแล้ว ชักอยากทำงานแบบไอ้เจบ้าง
เฮ้ย มาสิ แลกกัน ของงมึงมาจากบริษัทใหญ่มีชื่ออย่างนั้นเครดิตดี แต่ของกูคงเหนื่อยหน่อย ต้องเอางานไปลงเพิ่มใน portfolio กันอีกบาน กว่าเค้าจะพิจารณา
แล้วทำไมจบมาปั๊บกนต์ถึงได้งานที่นี่ล่ะ ?
อ๋อ ! มีคอนเน็คชั่นกันตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว รับงานตัดโมเดลเขามาทำ เขาก็เหมือนไว้ใจ เห็นเราตั้งแต่แรก ก็เลยไม่ยากเท่าไร
ดีจัง เมย์ไม่เคยรับงานนอกเลย คอนเน็คชั่นไม่ค่อยดี
ไม่นะ ของเมย์ก็จะได้คอนเน็คชั่นจากทางพวกช่างหรือบริษัทรับเหมาอื่น ๆ ด้วยไง พวกนี้เขาก็จะมีค่าที่เมย์แนะนำงานให้อะไรบ้างแหละ เจเทเบียร์ลงแก้ว จนหยดสุดท้าย
อาจเป็นเพราะงานเมย์ยุ่งขนาดนั้นด้วยมั้ง เลยไม่ค่อยได้รับงานนอก กนต์เสริม
ก็น่าจะจริงนะ เมย์ทำหน้าเศร้า ๆ
ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยเมย์ก็มีคอนเน็คชั่นกับไอ้กนต์กับเจแล้วไง ยังไงซะก็คงมีงานแนะนำให้กันได้แหละ
จริง ๆ กนต์เสริมอีกครั้ง อย่างน้อยก็ขอให้เกาะกลุ่มเพื่อน ๆ กันไว้ได้ก็ยังดี เดี๋ยวงานมันก็ไหลมาถึงกันเองนั่นแหละ
เนาะ ช่วยกันนะจ๊ะ
แต่บางทีปัญหาว่างานไม่ดีก็อาจไม่ได้มาจากบริษัทก็มีนะ เจเปรย
หมายถึงไอ้ซีป่าววะ ?
เออ ใช่ ! เมย์ได้ยินว่าซีทำงานได้สองเดือนก็ออกจากงานอีกแล้วเหรอ ?
อืม ! ไอ้นี่อีโก้มันสูง ประเภทยอมหักไม่ยอมงอ กนต์พูดจริงจัง
ปัญหาคือมันไม่ยอมปรับตัวน่ะ คือเป็นเรื่องที่ดีนะ มีอุดมการณ์ เป้าหมายที่ชัดเจน แต่มันไม่ยอมพบกันครึ่งทางเลย
จะให้เขายอมมันฝ่ายเดียวเลยน่ะสิ
เหมือนตอนเรียนเลยสิเนี่ย หญิงสาวพูดอย่างกังวล
จริง ๆ มันเป็นคนที่ทำงานดีทีเดียวเลยนะ ความคิดดี แต่นิสัยต้องปรับปรุง กนต์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
เคยเตือนมันไปแล้วล่ะ แต่ก็คงต้องรอให้มันคิดได้เอง ของอย่างนี้เราได้แค่เตือน เจเสริม
บรรยากาศในวงเริ่มตึงเครียด ทุกคนต่างนั่งนิ่งมองไปรอบ ๆ ร้าน สักครู่เมย์ก็ทำลายความเงียบนั้นลง
เอ้อ ! แล้ววันนี้กนต์ไม่ชวนพลอยมาด้วยล่ะ อยู่ที่เดียวกันไม่ใช่เหรอ ?
โอ้ย ! ไอ้พลอยน่ะเหรอ มันบอกไม่ว่าง เห็นมันว่ามีนัดกับกิ๊กคนที่แปดอะไรของมันน่ะ
โห ! คนที่แปดเลยเหรอจ๊ะ เมย์ถามไถ่อย่างตื่นเต้น
อืม จริง ๆ มันมีอยู่ครบโหล วันนี้ถึงคิวคนที่แปด
อ้าว ! แล้วกิ๊กคนที่หนึ่งไม่หึงเหรอ
เจยิ้มมีเลสนัย จับจ้องมาทางกนต์อย่างไม่ละสายตา เมย์เริ่มเข้าใจความหมายในดวงตาของเจ ส่วนกนต์เพิ่งรู้ตัว
ไอ้เจ !! เดี๋ยวเหอะมึง เดี๋ยวกูฟาดด้วยยำวุ้นเส้นเลย !!!
ในคืนนี้ที่ท้องฟ้าพร่างพรายด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ ราวสายลมอุ่นได้พัดโอบอุ้มความหลังครั้งวันวานกลับมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเด็กชายผู้เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ รอยยิ้มของเด็กหญิงผู้เปี่ยมไปด้วยความฝัน ความทรงจำอันตราตรึงถูกเรียกคืนกลับมาอีกครั้ง เหมือนคืนวันที่เขานอนมองดวงดาวบนฟ้ากว้างด้วยกันที่คณะ แย้มยิ้มให้กันที่หน้าตึกจานบิน ต้นไม้ใหญ่ริมสระหน้าคณะยังคงหยัดยืน และเสียงหัวเราะของทั้งสามยังคงดังก้องกังวานเนิ่นนานในค่ำคืนอันงดงาม
.
Title : Days Go By / Artist : Janet Jackson