
ได้มีโอกาสไปดูภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ประกาศอิสรภาพ" มาครับ
ความจริงผมตั้งแง่ไว้ตั้งแต่ดูภาคแรกจบแล้วว่าจะไม่ไปดูภาคต่อ ๆ ไป
เพราะภาคแรกท่านมุ้ยเล่นเอาซะผมเกือบหลับคาโรงอยู่หลายเพลานัก
อาจเป็นเพราะภาคองค์ประกันหงสาเป็นเรื่องของสมเด็จพระนเรศวรในวัยเยาว์ จึงไม่ค่อยมีฉากตื่นเต้นเท่าไร
มีให้ได้ลุ้น ๆ กันนิด ๆ ตอนชนไก่เชลยนั่นล่ะครับ
แต่พอดูภาคประกาศอิสรภาพจบวันนี้ ผมก็นึกขอบคุณแม่ที่อยากดูภาคนี้ต่อ
จากการปูเรื่องแบบเนิบนาบ (แต่อลังการตามสไตล์ท่านมุ้ย) สร้างมิติให้ตัวละครในภาคนี้ได้มากโข
ความสมเหตุสมผล การตัดต่อที่ทำให้เรื่องไหลลื่นขึ้น และฉากดรามาต่าง ๆ
(ต้องออกตัวก่อน อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วน ๆ นะครับ ^ ^ )
ขอถอนคำพูดที่ว่าภาคแรกน่าเบื่อไปเลยครับคราวนี้ท่านมุ้ยมา " เหนือ " จริง ๆ ครับ
.
ตลอดเวลาในโรงหนัง บรรยากาศในเรื่องดึงเอาผมเข้าไปอยู่ในยุคสมัยนั้นได้สนิท
และผมก็หลั่งน้ำตาให้กับสงคราม
อ่านไม่ผิดครับ ผม " ร้องไห้ " ขณะที่ดูฉากต่อสู้รบพุ่งกันอยู่
อาการนี้เกิดกับผมมาแล้วเมื่อคราวที่ดูภาคองค์ประกันหงสา และคราวนี้อีกครั้งกับภาคประกาศอิสรภาพ
.
เปลวเพลิงที่แผดเผาบ้านเรือน คลื่นมนุษย์เคลื่อนพลยาตราทัพจับศึกกันชุลมุน
ชาวบ้านชาวเมืองผู้หญิงคนแก่ลูกเด็กเล็กแดงหนีตายกันจ้าละหวั่น ท่ามกลางเสียงดาบ และกลิ่นดินปืนคละคลุ้ง
เป็นภาพที่สวยงาม แต่ชวนให้สังเวชใจอยู่ในที
ผมได้แต่คิดว่า สมัยก่อนหน้านั้น มีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นบนผืนดินที่ผมกำลังเหยียบยืนอยู่นี้ด้วยอย่างนั้นหรือ
หยาดเลือดที่ไหลอาบแผ่นดินนี้ เมื่อผ่านไปสี่ร้อยปีก็สูญสลายหายไปราวอากาศธาตุ
ผมไม่เคยตระหนักมาก่อน ว่าเรามีแผ่นดินอยู่อาศัยในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร
ภาพสงครามอันโหดร้าย ผู้คนที่ล้มตายราวผักปลา คราบเลือดเกรอะกรังบนปลายคมดาบ
ผมหลั่งน้ำตาให้กับดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ และความโง่เขลาของตัวเอง
.
ตัวผมที่มักจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน โดยไม่สนใจกับอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว
สามชั่วโมงของวันนี้ทำให้ผมสำเหนียกว่าผมเองมีรากเหง้าอย่างไร
จะว่ากระแดะก็แล้วแต่เถอะครับ... แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ปลุกความรักชาติในสายเลือดของผมขึ้นมาได้จริง ๆ
ต้องขอขอบคุณท่านมุ้ยและทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้จริง ๆ ครับ
.
ผมกลับมาที่บ้านของผม
สงครามอันโหดร้ายเหล่านั้นผ่านพ้นไปกว่าสี่ร้อยปีแล้ว
ภาพเหล่าผู้คนที่ยอมสละเลือดเนื้อเพื่อผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัยยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงสำนึก
โดยพลัน ผมก็พบเจอกับความจัญไรของหน่อเนื้อเชื้อชาติที่กลายเป็นเนื้อร้ายของแผ่นดิน
มันขายชาติครับ
มันขายทุกอย่าง
มันขายเอกราชของชาติให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งของมัน
และมันทำให้ประชาชนในชาติสับสน จนเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก แตกความสามัคคี
มันทำความอัปรีย์แก่ชาติ อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย
สี่ร้อยปีที่ผ่านมา ทุกหยาดเลือดที่ไหลอาบลงบนผืนแผ่นดิน สูญสลายไปราวอากาศธาตุ
พวกเขาจะรู้สึกเช่นไร หากได้รับรู้ว่า แผ่นดินอันเป็นที่รักหวงแหนของพวกเขา
ถูกย่ำยีโดยลูกหลานที่เป็นความหวังของพวกเขา
.
ผม...
หลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง
.

Title : King of Fire ( Ost. King Naresuan Movie )
* ขอบคุณภาพและเพลงประกอบจาก http://www.kingnaresuanmovie.com/
นอกจากนี้ยังมีพวกที่บริโภคนิยม ใช้จ่ายไม่ระวังตัว ตามกระแส ติดยี่ห้อ เราว่าพวกนี้ก็เป็นพวกขายชาติเหมือนกันนะ หลังจากไอ้หัวหน้าใหญ่มันไปเเล้ว คราวนี้เราต้องมากำจัดความอยากในใจเราบ้างนะ