>> นิราศนครพิงค์

posted on 17 Nov 2009 19:58 by puppiya

 

...........................................อันว่าหมีเกิดเปรี้ยว       อยากเที่ยว เมืองเหนือ

............................................ตู้รถนอนหมีเปลี่ยว       หงอยเหงา

............................................รถหวานเย็นลดเลี้ยว     ถึงถิ่น นครพิงค์

............................................หวังใจเจอลมหนาว       เจอแดด เป็นลม

 

............................................แอ่วเมืองเหนือดูหญิง    ขาวเนียน น่าหม่ำ

............................................คำเมืองฟังไม่เอียน       รื่นหู

............................................สองสามวันวนเวียน      เที่ยวได้ ไม่ครบ

............................................มีรอบสองคอยดู          รักแท้ คงคอย (ถุย !!)

 

 

อันเนื่องมาจากว่าได้ไปรับงานตกแต่งบ้านหลังหนึ่งที่เชียงใหม่เอาไว้

แล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องไปเช็คหน้างานสักที 

ก็เลยสบโอกาส ไปเที่ยวเมืองเชียงใหม่ด้วยเลยสักที

หลังจากก่อนหน้านี้ได้มาเชียงใหม่ตอนงานพืชสวนโลก

แต่ก็วนอยู่แค่ในงาน ไม่มีโอกาสได้ออกมาสัมผัสเมืองแบบจริงจัง

หมายมั่นปั้นมือว่าครานี้แหละหนาตูข้าจะขอตะลุยเมืองให้สาแก่ใจ

เตี๊ยมกับคุณเพื่อนที่จะขึ้นไปดูงานด้วยกันว่าจะเดินทางยังไงกัน

เพื่อนผู้แสนดีตอบกลับมาอย่างน่าสะพรึงว่า "ไปรถไฟ ตู้นอน"

รถไฟหวานเย็น ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ใคร ๆ ก็ขู่กันมาเหลือเกินว่าเดินทางโดยรถไฟนี่ยาวนานราวชั่วกัลป์

แต่ไหน ๆ จะเดินทางแล้ว ก็ขอประสบการณ์แบบ "เอามัน" ด้วยเลยดีกว่า

เลยตอบตกลงกับเพื่อนไปว่าฝากจองให้ด้วยใบนึง

เดชะบุญ จองตั๋วช้า ได้เตียงบน

...วิบากกรมเกิดขึ้นซะแล้ว

ไอ้หมีแบกน้ำหนักร่วมร้อยไปปีนบันไดขึ้นไปนอนด้วยความทุลักทุเล

ครั้งแรกก็เจอของยากซะแล้ว แต่กลับตัวไม่ทันแล้ว จำใจใช้วิชายิมนาสติกที่เรียนมาตั้งแต่อนุบาลสองมาใช้

สามารถปีนขึ้นไปนอนได้โดยสวัสดิภาพ (เฮ้ออออ ~~~ !!)

 

 

 สภาพเตียงนอนในรถไฟนี่ก็เป็นขนาดพอดี๊พอดีตัวเหลือเกิน

...คือจริง ๆ มันก็อาจจะเป็นขนาดที่ชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปพอจะนอนกลิ้งเปลี่ยนอิริยาบทได้บ้าง

แต่สำหรับหมีตัวหนึ่งลำพังแค่นอนนิ่ง ๆ ก็ล้นแล้ว ไอ้เรื่องการจะกลิ้งพลิกตัวก็เลิกคิด เพราะอาจมีผลต่อชีวิตได้ 

พอเอนหลังนอน ก็พบกับเพดานตู้รถไฟ หน้าต่างข้าง ๆ ก็ไม่มี

คือ ตลอดเวลาที่สิงสถิตย์อยู่บนเตียงนี่ ที่รู้สึกได้ก็แค่รถไฟวิ่ง โยกซ้าย โยกขวา

แต่ถามว่าถึงที่ไหนแล้ว ไม่มีทางรู้เลย

 


อันมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้สึกไม่มั่นคงหากไม่มีจุดยืนในชีวิต

อย่างน้อย GPS โง่ ๆ ในโทรศัพท์ก็ช่วยระบุพิกัดได้ว่า ณ บัดนาวเราอยู่บริเวณไหนของประเทศแล้ว

ขอบคุณเทคโนโลยีที่มอบความรู้สึกอุ่นใจให้หมีตัวหนึ่งในค่ำคืนอันหนาวเหน็บและเดียวดายบนตู้รถไฟแปลกหน้า

ปัญหาต่อมาคือการข่มตาให้หลับในสถานที่ไม่คุ้นชิน

ลำพังแค่แปลกที่ก็นอนไม่ค่อยจะหลับแล้ว นี่เป็นที่นอนที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาเสียอีก สะดุ้งตื่นทุกสี่สิบห้านาที 

ดีว่าพกหนังสือแก้เหงา และ iPod แก้หงอยมาด้วย ก็พอช่วยบรรเทาอาการตื่นสถานที่ไปได้โข

จนกระทั่งนาฬิกาข้อมือบอกเวลาหกโมงหน่อย ๆ ผู้โดยสารตื่นเช้าบางคนก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา

หมีหิวโซมาตั้งแต่เมื่อคืน เดินลากท้องไปนั่งตู้เสบียง เสพไอหมอก และอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า

วินาทีนั้นเข้าใจในทันที ว่าทำไมใครใครถึงหลงรักการเดินทางบนรถไฟอ้อยอิ่งสู่เมืองเหนือ

อากาศเย็นต้องผิวกาย สีเขียวฟ้าละลายผสมเป็นแถบสีไหลผ่านไปทางด้านหลัง

แสงทองที่ค่อย ๆ ฉาบไล้เติมความอบอุ่นให้โลกตื่นจากอาการสลึมสลือยามราตรี

โอ้แม่เจ้า... หลงรักบรรยากาศตรงหน้าในทันที

นั่งอิ่มเอมเสพบรรยากาศอย่างไม่รู้เบื่อนานเป็นชั่วโมง

เห็นคุณฝรั่งโต๊ะตรงข้ามสั่งอาหารเช้า ถึงนึกออกว่าที่มานั่งตู้เสบียงนี่เพราะหิวนี่หว่า

เลยลอกเมนูคุณฝรั่งมารองท้องเป็นมื้อแรกของวัน

 

 

อาหารก็ทั่ว ๆ ไป แถมแพงกว่าปกติด้วยซ้ำ

แต้ถ้าคิดถึงค่าประสบการณ์ที่ได้ ร้อยเดียวนี่ถือว่าคุ้มเป็นบ้า

ได้อาหารไป ได้บรรยากาศดี ๆ ไอเดียก็พรั่งพรู นั่งคิดนั่งเขียนอะไรไปเรื่อย 

โอ๊ย ~~~ !!! จะชิลล์อะไรนักหนา 

 

จากนั้นก็ได้แต่เสพภาพต้นไม้ใบหญ้าท้องฟ้าครามตรงหน้า

จะวิ่งไปเชียงใหม่ จะตกเขา จะตกรางก็ช่างมันแล้ว (เฮ่ย !!)

จะว่าไปอากาศวันนี้โคตรจะสดใส แดดอุ่น ๆ ก็เริ่มจะร้อนขึ้นนิด ๆ แล้ว

รถไฟก็วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่าน ถ้ำขุนตาน ...ลำปาง ...ลำพูน

เชียงใหม่นี่มันไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ?

 

 

นั่งไปนานจนเกือบจะรู้สึกเบื่ออยู่แล้ว ก็เริ่มเห็นตึกรามบ้านช่องหนาตาขึ้น

เห็นร้านรวงข้างทางมีสาขาห้อยท้ายว่า "เชียงใหม่" ก็เป็นอันใจชื้น อีกไม่นานคงจบการเดินทางอันยาวนานบนรถไฟหวานเย็น

เติมพลังกันด้วยมื้อแรกในแดนเชียงใหม่ ข้าวซอย และขนมจีนน้ำเงี้ยวฟ้าฮ่าม

เฉย ๆ กะข้าวซอย และไม่ชอบขนมจีน แต่ไอ้หมีชอบหมูสะเต๊ะร้านนี้ รสเจ้มจ้นเป็นบ้า

สั่งกันมายังกับจะเลี้ยงทั้งหมู่บ้าน ด้วยความหิว เมื่อท้องอิ่มจึงมีแรงเดินทางต่อ

ด้วยความฉุกละหุกในการเดินทาง เราจึงไม่มีแม้แต่รถเที่ยวกลับ หรือที่พักที่จองไว้ล่วงหน้า

เป็นการเดินทางเสี่ยงดวงตายเอาดาบหน้าโดยสมบูรณ์

จริง ๆ มีคุณเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ ที่เราพอจะหวังให้มันช่วยแนะนำที่พักที่เที่ยวที่กินในเชียงใหม่ได้

แต่มันอยู่กรุงเทพฯตอนที่เรามาเชียงใหม่

และมันจะกลับเชียงใหม่ วันที่เรากลับกรุงเทพฯพอดี

...ขอบคุณมึงมาก

แต่เพราะไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่น (ฤดูสูงปรี๊ด ?) จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหารถเที่ยวกลับรวมถึงที่พักสักเท่าไร

เมื่อเสร็จธุระจองตั๋วรถเที่ยวกลับ และนอนชาร์จแบตในห้องพักสักครู่ ก็ได้เวลาออกทัวร์ชมเมือง

เชียงใหม่ขึ้นชื่อเรื่องความขำ ความน่ารักแบบมึน ๆ (ฟังเขามา ไม่ได้พูดเองนา ~~ ) 

เพียงแค่ก้าวแรกที่ออกจากโรงแรมก็พอจะรู้สึกได้แล้ว

 

 

 

เห็นป้ายแล้วก็อดคิดไม่ได้ ว่าเซเว่นสาขาไหนมันปิดตอนห้าโมงเย็นบ้าง 

เวลามีน้อย ไอ้ครั้นจะเดินชิลล์ทัวร์เมืองดูจะไม่ใช่เรื่อง โบกสองแถวแดงเอนกประสงค์ โบกไปไหนก็ได้ในเมืองยี่สิบบาทต่อคน 

 

 

ทำเป็นเล่นไป มีวิธีนั่งสองแถวแดงอย่างถูกวิธีด้วย !!

และถึงชาวต่างชาติขึ้นก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีเวอร์ชั่นอินเตอร์เนชั่นแนลไว้คู่กัน

ช่างน่าประทับใจแท้ !!

 

 

ไปต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องไปไหว้สักการะพระคู่บ้านคู่เมืองก่อน

วัดพระสิงห์ เห็นก็รู้ทันที เพราะประตูหน้ามีสิงห์ยืนตระหง่านคู่กันเป็นยามเฝ้าประตู

ขณะที่เดินเข้าไปในวัด ไม่รู้ด้วยความที่ไอ้หมีเดินดูไม่เคารพสถานที่หรืออย่างไร

จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดหัวเหมือนมีใครมาบีบ

ไอ้หมีเห็นท่าไม่ดี ยกมือไหว้บอกพระท่านว่ามาบูชา มาดีไม่ได้มาลบหลู่อะไร

สักพักหายเป็นปลิดทิ้ง

...ดูท่าว่าคราวหน้าคราวหลังจะเข้าวัดคงต้องสำรวมกริยามารยาทกว่านี้เสียแล้ว

 

 

ต่อจากวัดพระสิงห์ คุณเพื่อนแสนดีก็พาไปวัดเจดีย์หลวงต่อ

ดูจากขนาดแล้วถ้าสร้างเสร็จคงจะอลังการน่าดู

จากสภาพที่เห็นคือมีการบูรณะกันไปพอสมควร แต่ก็ยังพอเห็นเค้าเก่า ๆ ขององค์เจดีย์ได้

คุณเพื่อนเล่าให้ฟังว่า จริง ๆ เจดีย์นี้เก่าพอ ๆ กับกรุงเก่าที่สุโขทัย หรืออยุธยา

แต่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ เพราะสภาพโดยรอบได้รับการพัฒนาเป็นเมืองหมดแล้ว

หมายถึงว่า การจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจำเป็นจะต้องคงสภาพโดยรอบให้เป็นสภาพดั้งเดิมอย่างที่มันเคยเป็นมา

 


 

ตัวเมืองเชียงใหม่เองเป็นเมืองที่มีโบราณสถานอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่พัฒนาเป็นเมืองหมดแล้ว

แต่จะว่าไปก็สามารถมองเป็นเสน่ห์ได้เหมือนกัน ที่เมืองและโปราณสถานแทรกผสมกันอยู่ถ้วนทั่วทุกแห่งในเมือง

แล้วแต่ใครจะคิดตีค่าว่าดีหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวก็แอบคิดว่าถ้ามีการวางผังเมืองเป็นเรื่องราว เชียงใหม่จะยังคงเป็นเชียงใหม่แบบทุกวันนี้หรือเปล่า

เพราะมันได้หล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ยุคปัจจุบันไปหมดแล้ว

 

 

....เห็นได้จากภาพ

คงไม่มีจังหวัดไหนแล้วที่ต้องไหว้พระธาตุก่อนเข้าโรงเรียน

คุณเพื่อนผู้แสนด๊ก็เดินโคตรทน บอกจะพาไปอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ประตูท่าแพอยู่ตรงหน้า

"เดี๋ยวค่อยวนกลับมา" มันว่างั้น

เราก็เชื่อคุณเพื่อนว่าเชี่ยวชาญพื้นที่ เพื่อนพาเดินไปเรื่อย ๆ เราก็นึกว่าใกล้

จนขาลากหอบแฮ่กนั่นแหละ ถึงเจออนุสาวรีย์

 


 

สักการะสามกษัตริย์ จึงเดินกลับไปประตูท่าแพ

จะไปอีกทำไมก็เห็นแล้วตะกี๊นี่

"อยากเป็นเขยเชียงใหม่ ให้เดินผ่านประตูท่าแพ" เพื่อนบอก

พอดีกับที่พบสาวเมืองขาวเนียนยืนอู้โทรศัพท์อยู่แถวนั้น

ออกอาการอยากเป็นเขยจนเนื้อเต้น รีบจ้ำอ้าวไปประตูท่าแพ พ่อจะเดินเข้าออกมันซะสิบรอบ !!

ระหว่างทางก็เจอป้ายขำ ๆ ประปราย

 

 

รวมถึงเจอบ้านฮัฟเฟิลพัฟฟ์ที่กลางเมืองเชียงใหม่

 

 

น้องคนนึงบอกว่าที่นี่เป็นสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง

ดูไปก็สวยดี แปลกตา

แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมต้องทำอาคารให้มันดู unique กับอาคารโดยรอบขนาดนั้น

จนในที่สุดก็มาถึงประตูท่าแพ

 

 

เดินเข้าไปด้วยจิตศรัทธา ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งผลให้ตูข้าได้เป็นเขยนครพิงค์

นึกว่าจะมีปาฏิหาริย์ฟ้าร้องครืนฟ้าผ่าเปรี้ยงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคำขอของเจ้าสัมฤทธิ์ผลแล้ว

ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเดินผ่านซอกตึกธรรมดา

นั่งพักมองที่ประตู เห็นฝรั่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านประตูท่าแพไปร่วมสิบคน

...อืม ~~~ บางทีอัตราส่วนแม่หญิงเชียงใหม่คงไม่เพียงพอต่อคนที่เดินผ่านประตูในแต่ละปี

คิดแล้วก็ได้แต่นั่งถอนหายใจดังเฮือก ~~~ 

นั่งพักหายเหนื่อยคุณเพื่อนก็ลากไปถนนวัวลาย 

แน่นอนครับ มันเดิน

มันเดินได้เดินดี แต่เราเดินไปเดินมาจนได้ตุ่มพองกลางฝ่าเท้ามาให้ทรมานทุกย่างก้าว

เดินตามหลังคุณเพื่อนทิ้งช่วงเป็นสิบเมตรมันก็หันมาเคือง

สาธุ... กูขอแช่งให้เท้ามึงพองอย่างกูบ้าง 

เดินไปเรื่อย ๆ เจอป้ายนี้หน้า Boost Up

 

 

เมืองนี้ช่างใจดี ความสุขเหลือเฟือ ล้นไปถึงผู้ร่วมโลกอย่างหมี

เข้าใจว่า คงจะหมายถึงแบ่งความสุขให้อาหมวยหลินปิงขวัญใจคุณสรยุทธ์นั่นเอง

(กรุณาฮัมเพลง "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวใจ" ประกอบจะได้อารมณ์มาก ...ตั๊ด ...ต่า ดา ดา ดา ดั๊ด ตัด)

 

 

แดดร่มลมตกแล้ว ได้เวลาช็อปบนถนนคนเดิน

คงจะเดินอย่างเพลิดเพลินกว่านี้ ถ้าไม่มีตุ่มพองที่ฝ่าเท้า

หลังจากนี้แสงไม่ค่อยมี ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย

เอาเป็นว่าบรรยากาศถนนคนเดินก็คือตลาดนัดบนถนนนั่นเอง

แต่เป็นตลาดนัดที่ขายของออกจะฮิป ๆ นิดนึง แบบว่ามีลูกเก๋ไก๋บ้างไรบ้าง ~~~

โทรถามเพื่อนที่ทำงานอยู่เชียงใหม่ว่าที่ถนนคนเดินมีอะไรแนะนำบ้าง

ผัดไทยห่อไข่ ขนมตาล และหมาใจดำ

...อะไรวะ หมาใจดำ ?

 

 

มันคือ Vodka แบบพื้นบ้านที่อร่อยเป็นบ้า

รสนุ่มละมุนหอมหวานกว่า Vodka ปกติที่เรากินกัน

มีทั้งที่ทำมาจากจั่นมะพร้าว เป็นเหล้าดอกไม้ (ชื่อฟังดูน่ากินดีแท้)

อีกอันทำจากมันฝรั่ง เรียก Lumka (ลำก๊าาา ~~~ อร่อยโคตร ๆ ประมาณนั้น)

ข้าพเจ้ามิได้นิยมสุราอย่างเข้าเส้นเลือด แต่เจอขวดนี้อดชื่นชมไม่ได้จริง ๆ

ใครไปใครมาเชียงใหม่ขอให้ซื้อติดมือกลับบ้านเถอะครับ มัน COOL ได้โล่ห์จริง ๆ

คืนนั้นเพื่อนสองคนได้หมาใจดำไปคนละขวด

ส่วนไอ้หมีได้พวงกุญแจหมีถัก พร้อมกับรองเท้าแตะเฉพาะหน้า ใส่บรรเทาอาการเจ็บปวดจากตุ่มพองที่ฝ่าเท้า

ทีแรกว่าจะหาร้านนั่งกึ่มกันซะหน่อย 

แต่ต้องโทษไอ้คนพาเดิน เดินกันจนหมดแรงข้าวเม่า เลยซื้อดาวแดงกลับห้องแทน

กลับถึงห้อง อาบน้ำ ซัดดาวแดง นอนสลบยันเช้า

วันรุ่งขึ้นหลังจากซัดอาหารเช้าฟรีของโรงแรมไปแล้วก็เดินไปหา "เฝอ" กินต่อ ...ช่างสรรหา

จริง ๆ เช้าวันนี้ต้องไปดูงาน (บอกแต่ต้นแล้วว่าที่มาเชียงใหม่นี่มาทำงานนะ !!!)

แต่ด้วยขนมปังหกแผ่น กับก๋วยจั๊บญวน เล่นเอาซะหนังท้องตึงเปรี๊ยะ เกือบไปดูงานไม่ไหว

...รายละเอียดช่วงดูงามข้ามไปละกัน เอาเป็นว่าโดนตะปูเกี่ยวขากางเกงวิ่นไปหน่อยนึงละกัน

 

เสร็จงานก็บ่ายสองกว่า ๆ ได้เวลาซื้อของฝากกันแล้ว

มาเชียงใหม่ ของฝากจะเป็นอะไรไปได้นอกจาก แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว น้ำปู๋ บลา ๆ ๆ สารพัดของเหนือที่พอจะนึกออก

แม่หมีบอกว่าให้หิ้วแกงฮังเลกลับมาด้วย เจาะจงว่าต้องของร้าน "ดำรงค์" แห่งตลาดวโรรสเท่านั้น

ไปถึงร้านดำรงค์ เจอประชาชนออกันล้นหลามหน้าร้านยังกะแจกฟรี

เห็นแล้วปลง เข้าไม่ถึงแน่ ๆ เลยตัดใจไปซื้อร้านข้าง ๆ แทน

เอาน่ะ !! แคบหมูก็เหมือน ๆ กันล่ะวะ กรอบ ๆ ตากลมก็เหี่ยว กินเยอะ ๆ ก็ไอเหมือนกันแหละ

ได้ของฝากเป็นที่เรียบร้อย เป็นเวลาประมาณสี่โมงกว่า

ตกลงกันว่าไม่เดินเที่ยวไหนแล้ว ไปหาร้านกาแฟนั่งชิลล์รอเวลาเดินทางกลับบ้านตอนทุ่มนึงดีกว่า

คุณเพื่อนคนเดิม จะพากูเดินอีกแล้ว

ไอ้หมีกับเพื่อนอีกคนเลยรวมหัว หักคอบอก "มึงเดินก็ไปคนเดียว กูจะนั่งสองแถวแดงไปรอที่ร้าน"

สี่โมงครึ่ง ไอ้หมีกะเพื่อนอีกสองคนมาถึงสตาร์บั๊กประตูท่าแพด้วยบริการสองแถวแดง

พอได้นั่งแล้วก็ไม่อยากจะไปไหน

ร้องโอดโอยระงมด้วยความเมื่อยกล้ามเนื้อขาแบบสุดสุด

เลยนั่งชิลล์กินน้ำมะม่วงปั่นรอเวลากลับบ้าน

ระหว่างนั้นก็นั่งเหล่สาวแว่นเชียงใหม่ในร้านไปพลาง

...ถ้าไม่ติดว่าปวดขา จะวิ่งลงไปเดินเข้าออกประตูท่าแพอีกยก

ทุ่มครึ่ง ไอ้หมีและเพื่อน ๆ เดินทางออกจากเชียงใหม่ด้วยบริการรถทัวร์

กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็คงสักตีห้า

 

รถทัวร์รอบดึกปิดไฟมืดทั้งคัน ไอ้หมียังคงตาสว่างแหงนมองฟ้าอย่างอาลัยอาวรณ์

ท้องฟ้าที่เชียงใหม่นี้ดวงดาวเยอะจนน่าใจหาย

เยอะอย่างที่ไม่สามารถเห็นในกรุงเทพฯได้อย่างแน่นอน

ฟ้าเดียวกันแท้ ๆ แต่เปลี่ยนสถานที่มองก็ไม่เหมือนกันแล้ว

ดาวบางดวงแสงริบหรี่อยู่ไกล ๆ เป็นที่กรุงเทพฯล่ะก็ ไอ้เจ้าดวงนี้ดับสนิทแน่ ๆ

มองดาวไปพลาง คิดอะไรไปพลาง

จริง ๆ แล้วคนเรามีแสงเหมือนดาวหรือเปล่านะ ?

เรามีแสงกันทุกคน แต่มากน้อยก็แต่ละคน

อยู่ผิดที่ผิดทาง ก็ถูกแสงรอบข้างกลืนหมด

แต่ถ้าถูกที่ล่ะก็ คงได้เห็นแสงเปล่งประกายสวยงามกันบ้างล่ะนะ

สามวันในเชียงใหม่ ได้อะไรมากกว่างานที่ทำเอาไว้

มีอีกหลายที่ยังไม่ได้ไป คาใจ รอบหน้ามาต้องเก็บให้ครบ

คิดว่าคงได้กลับมาเยือนอีกไม่ช้า

รอหมีก่อนนะเชียงใหม่

จะกลับมาหาสะใภ้ขาว ๆ ไปฝากแม่สักคน