>> นิราศนครพิงค์
posted on 17 Nov 2009 19:58 by puppiya
...........................................อันว่าหมีเกิดเปรี้ยว อยากเที่ยว เมืองเหนือ
............................................ตู้รถนอนหมีเปลี่ยว หงอยเหงา
............................................รถหวานเย็นลดเลี้ยว ถึงถิ่น นครพิงค์
............................................หวังใจเจอลมหนาว เจอแดด เป็นลม
............................................แอ่วเมืองเหนือดูหญิง ขาวเนียน น่าหม่ำ
............................................คำเมืองฟังไม่เอียน รื่นหู
............................................สองสามวันวนเวียน เที่ยวได้ ไม่ครบ
............................................มีรอบสองคอยดู รักแท้ คงคอย (ถุย !!)
อันเนื่องมาจากว่าได้ไปรับงานตกแต่งบ้านหลังหนึ่งที่เชียงใหม่เอาไว้
แล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องไปเช็คหน้างานสักที
ก็เลยสบโอกาส ไปเที่ยวเมืองเชียงใหม่ด้วยเลยสักที
หลังจากก่อนหน้านี้ได้มาเชียงใหม่ตอนงานพืชสวนโลก
แต่ก็วนอยู่แค่ในงาน ไม่มีโอกาสได้ออกมาสัมผัสเมืองแบบจริงจัง
หมายมั่นปั้นมือว่าครานี้แหละหนาตูข้าจะขอตะลุยเมืองให้สาแก่ใจ
เตี๊ยมกับคุณเพื่อนที่จะขึ้นไปดูงานด้วยกันว่าจะเดินทางยังไงกัน
เพื่อนผู้แสนดีตอบกลับมาอย่างน่าสะพรึงว่า "ไปรถไฟ ตู้นอน"
รถไฟหวานเย็น ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ใคร ๆ ก็ขู่กันมาเหลือเกินว่าเดินทางโดยรถไฟนี่ยาวนานราวชั่วกัลป์
แต่ไหน ๆ จะเดินทางแล้ว ก็ขอประสบการณ์แบบ "เอามัน" ด้วยเลยดีกว่า
เลยตอบตกลงกับเพื่อนไปว่าฝากจองให้ด้วยใบนึง
เดชะบุญ จองตั๋วช้า ได้เตียงบน
...วิบากกรมเกิดขึ้นซะแล้ว
ไอ้หมีแบกน้ำหนักร่วมร้อยไปปีนบันไดขึ้นไปนอนด้วยความทุลักทุเล
ครั้งแรกก็เจอของยากซะแล้ว แต่กลับตัวไม่ทันแล้ว จำใจใช้วิชายิมนาสติกที่เรียนมาตั้งแต่อนุบาลสองมาใช้
สามารถปีนขึ้นไปนอนได้โดยสวัสดิภาพ (เฮ้ออออ ~~~ !!)
สภาพเตียงนอนในรถไฟนี่ก็เป็นขนาดพอดี๊พอดีตัวเหลือเกิน
...คือจริง ๆ มันก็อาจจะเป็นขนาดที่ชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปพอจะนอนกลิ้งเปลี่ยนอิริยาบทได้บ้าง
แต่สำหรับหมีตัวหนึ่งลำพังแค่นอนนิ่ง ๆ ก็ล้นแล้ว ไอ้เรื่องการจะกลิ้งพลิกตัวก็เลิกคิด เพราะอาจมีผลต่อชีวิตได้
พอเอนหลังนอน ก็พบกับเพดานตู้รถไฟ หน้าต่างข้าง ๆ ก็ไม่มี
คือ ตลอดเวลาที่สิงสถิตย์อยู่บนเตียงนี่ ที่รู้สึกได้ก็แค่รถไฟวิ่ง โยกซ้าย โยกขวา
แต่ถามว่าถึงที่ไหนแล้ว ไม่มีทางรู้เลย
อันมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้สึกไม่มั่นคงหากไม่มีจุดยืนในชีวิต
อย่างน้อย GPS โง่ ๆ ในโทรศัพท์ก็ช่วยระบุพิกัดได้ว่า ณ บัดนาวเราอยู่บริเวณไหนของประเทศแล้ว
ขอบคุณเทคโนโลยีที่มอบความรู้สึกอุ่นใจให้หมีตัวหนึ่งในค่ำคืนอันหนาวเหน็บและเดียวดายบนตู้รถไฟแปลกหน้า
ปัญหาต่อมาคือการข่มตาให้หลับในสถานที่ไม่คุ้นชิน
ลำพังแค่แปลกที่ก็นอนไม่ค่อยจะหลับแล้ว นี่เป็นที่นอนที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาเสียอีก สะดุ้งตื่นทุกสี่สิบห้านาที
ดีว่าพกหนังสือแก้เหงา และ iPod แก้หงอยมาด้วย ก็พอช่วยบรรเทาอาการตื่นสถานที่ไปได้โข
จนกระทั่งนาฬิกาข้อมือบอกเวลาหกโมงหน่อย ๆ ผู้โดยสารตื่นเช้าบางคนก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา
หมีหิวโซมาตั้งแต่เมื่อคืน เดินลากท้องไปนั่งตู้เสบียง เสพไอหมอก และอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า
วินาทีนั้นเข้าใจในทันที ว่าทำไมใครใครถึงหลงรักการเดินทางบนรถไฟอ้อยอิ่งสู่เมืองเหนือ
อากาศเย็นต้องผิวกาย สีเขียวฟ้าละลายผสมเป็นแถบสีไหลผ่านไปทางด้านหลัง
แสงทองที่ค่อย ๆ ฉาบไล้เติมความอบอุ่นให้โลกตื่นจากอาการสลึมสลือยามราตรี
โอ้แม่เจ้า... หลงรักบรรยากาศตรงหน้าในทันที
นั่งอิ่มเอมเสพบรรยากาศอย่างไม่รู้เบื่อนานเป็นชั่วโมง
เห็นคุณฝรั่งโต๊ะตรงข้ามสั่งอาหารเช้า ถึงนึกออกว่าที่มานั่งตู้เสบียงนี่เพราะหิวนี่หว่า
เลยลอกเมนูคุณฝรั่งมารองท้องเป็นมื้อแรกของวัน
อาหารก็ทั่ว ๆ ไป แถมแพงกว่าปกติด้วยซ้ำ
แต้ถ้าคิดถึงค่าประสบการณ์ที่ได้ ร้อยเดียวนี่ถือว่าคุ้มเป็นบ้า
ได้อาหารไป ได้บรรยากาศดี ๆ ไอเดียก็พรั่งพรู นั่งคิดนั่งเขียนอะไรไปเรื่อย
โอ๊ย ~~~ !!! จะชิลล์อะไรนักหนา
จากนั้นก็ได้แต่เสพภาพต้นไม้ใบหญ้าท้องฟ้าครามตรงหน้า
จะวิ่งไปเชียงใหม่ จะตกเขา จะตกรางก็ช่างมันแล้ว (เฮ่ย !!)
จะว่าไปอากาศวันนี้โคตรจะสดใส แดดอุ่น ๆ ก็เริ่มจะร้อนขึ้นนิด ๆ แล้ว
รถไฟก็วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่าน ถ้ำขุนตาน ...ลำปาง ...ลำพูน
เชียงใหม่นี่มันไกลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ?
นั่งไปนานจนเกือบจะรู้สึกเบื่ออยู่แล้ว ก็เริ่มเห็นตึกรามบ้านช่องหนาตาขึ้น
เห็นร้านรวงข้างทางมีสาขาห้อยท้ายว่า "เชียงใหม่" ก็เป็นอันใจชื้น อีกไม่นานคงจบการเดินทางอันยาวนานบนรถไฟหวานเย็น
เติมพลังกันด้วยมื้อแรกในแดนเชียงใหม่ ข้าวซอย และขนมจีนน้ำเงี้ยวฟ้าฮ่าม
เฉย ๆ กะข้าวซอย และไม่ชอบขนมจีน แต่ไอ้หมีชอบหมูสะเต๊ะร้านนี้ รสเจ้มจ้นเป็นบ้า
สั่งกันมายังกับจะเลี้ยงทั้งหมู่บ้าน ด้วยความหิว เมื่อท้องอิ่มจึงมีแรงเดินทางต่อ
ด้วยความฉุกละหุกในการเดินทาง เราจึงไม่มีแม้แต่รถเที่ยวกลับ หรือที่พักที่จองไว้ล่วงหน้า
เป็นการเดินทางเสี่ยงดวงตายเอาดาบหน้าโดยสมบูรณ์
จริง ๆ มีคุณเพื่อนอีกคนที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ ที่เราพอจะหวังให้มันช่วยแนะนำที่พักที่เที่ยวที่กินในเชียงใหม่ได้
แต่มันอยู่กรุงเทพฯตอนที่เรามาเชียงใหม่
และมันจะกลับเชียงใหม่ วันที่เรากลับกรุงเทพฯพอดี
...ขอบคุณมึงมาก
แต่เพราะไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่น (ฤดูสูงปรี๊ด ?) จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหารถเที่ยวกลับรวมถึงที่พักสักเท่าไร
เมื่อเสร็จธุระจองตั๋วรถเที่ยวกลับ และนอนชาร์จแบตในห้องพักสักครู่ ก็ได้เวลาออกทัวร์ชมเมือง
เชียงใหม่ขึ้นชื่อเรื่องความขำ ความน่ารักแบบมึน ๆ (ฟังเขามา ไม่ได้พูดเองนา ~~ )
เพียงแค่ก้าวแรกที่ออกจากโรงแรมก็พอจะรู้สึกได้แล้ว
เห็นป้ายแล้วก็อดคิดไม่ได้ ว่าเซเว่นสาขาไหนมันปิดตอนห้าโมงเย็นบ้าง
เวลามีน้อย ไอ้ครั้นจะเดินชิลล์ทัวร์เมืองดูจะไม่ใช่เรื่อง โบกสองแถวแดงเอนกประสงค์ โบกไปไหนก็ได้ในเมืองยี่สิบบาทต่อคน
ทำเป็นเล่นไป มีวิธีนั่งสองแถวแดงอย่างถูกวิธีด้วย !!
และถึงชาวต่างชาติขึ้นก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีเวอร์ชั่นอินเตอร์เนชั่นแนลไว้คู่กัน
ช่างน่าประทับใจแท้ !!
ไปต่างบ้านต่างเมืองก็ต้องไปไหว้สักการะพระคู่บ้านคู่เมืองก่อน
วัดพระสิงห์ เห็นก็รู้ทันที เพราะประตูหน้ามีสิงห์ยืนตระหง่านคู่กันเป็นยามเฝ้าประตู
ขณะที่เดินเข้าไปในวัด ไม่รู้ด้วยความที่ไอ้หมีเดินดูไม่เคารพสถานที่หรืออย่างไร
จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดหัวเหมือนมีใครมาบีบ
ไอ้หมีเห็นท่าไม่ดี ยกมือไหว้บอกพระท่านว่ามาบูชา มาดีไม่ได้มาลบหลู่อะไร
สักพักหายเป็นปลิดทิ้ง
...ดูท่าว่าคราวหน้าคราวหลังจะเข้าวัดคงต้องสำรวมกริยามารยาทกว่านี้เสียแล้ว
ต่อจากวัดพระสิงห์ คุณเพื่อนแสนดีก็พาไปวัดเจดีย์หลวงต่อ
ดูจากขนาดแล้วถ้าสร้างเสร็จคงจะอลังการน่าดู
จากสภาพที่เห็นคือมีการบูรณะกันไปพอสมควร แต่ก็ยังพอเห็นเค้าเก่า ๆ ขององค์เจดีย์ได้
คุณเพื่อนเล่าให้ฟังว่า จริง ๆ เจดีย์นี้เก่าพอ ๆ กับกรุงเก่าที่สุโขทัย หรืออยุธยา
แต่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ เพราะสภาพโดยรอบได้รับการพัฒนาเป็นเมืองหมดแล้ว
หมายถึงว่า การจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจำเป็นจะต้องคงสภาพโดยรอบให้เป็นสภาพดั้งเดิมอย่างที่มันเคยเป็นมา
ตัวเมืองเชียงใหม่เองเป็นเมืองที่มีโบราณสถานอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่พัฒนาเป็นเมืองหมดแล้ว
แต่จะว่าไปก็สามารถมองเป็นเสน่ห์ได้เหมือนกัน ที่เมืองและโปราณสถานแทรกผสมกันอยู่ถ้วนทั่วทุกแห่งในเมือง
แล้วแต่ใครจะคิดตีค่าว่าดีหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวก็แอบคิดว่าถ้ามีการวางผังเมืองเป็นเรื่องราว เชียงใหม่จะยังคงเป็นเชียงใหม่แบบทุกวันนี้หรือเปล่า
เพราะมันได้หล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ยุคปัจจุบันไปหมดแล้ว
....เห็นได้จากภาพ
คงไม่มีจังหวัดไหนแล้วที่ต้องไหว้พระธาตุก่อนเข้าโรงเรียน
คุณเพื่อนผู้แสนด๊ก็เดินโคตรทน บอกจะพาไปอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ประตูท่าแพอยู่ตรงหน้า
"เดี๋ยวค่อยวนกลับมา" มันว่างั้น
เราก็เชื่อคุณเพื่อนว่าเชี่ยวชาญพื้นที่ เพื่อนพาเดินไปเรื่อย ๆ เราก็นึกว่าใกล้
จนขาลากหอบแฮ่กนั่นแหละ ถึงเจออนุสาวรีย์
สักการะสามกษัตริย์ จึงเดินกลับไปประตูท่าแพ
จะไปอีกทำไมก็เห็นแล้วตะกี๊นี่
"อยากเป็นเขยเชียงใหม่ ให้เดินผ่านประตูท่าแพ" เพื่อนบอก
พอดีกับที่พบสาวเมืองขาวเนียนยืนอู้โทรศัพท์อยู่แถวนั้น
ออกอาการอยากเป็นเขยจนเนื้อเต้น รีบจ้ำอ้าวไปประตูท่าแพ พ่อจะเดินเข้าออกมันซะสิบรอบ !!
ระหว่างทางก็เจอป้ายขำ ๆ ประปราย
รวมถึงเจอบ้านฮัฟเฟิลพัฟฟ์ที่กลางเมืองเชียงใหม่
น้องคนนึงบอกว่าที่นี่เป็นสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง
ดูไปก็สวยดี แปลกตา
แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมต้องทำอาคารให้มันดู unique กับอาคารโดยรอบขนาดนั้น
จนในที่สุดก็มาถึงประตูท่าแพ
เดินเข้าไปด้วยจิตศรัทธา ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งผลให้ตูข้าได้เป็นเขยนครพิงค์
นึกว่าจะมีปาฏิหาริย์ฟ้าร้องครืนฟ้าผ่าเปรี้ยงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคำขอของเจ้าสัมฤทธิ์ผลแล้ว
ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเดินผ่านซอกตึกธรรมดา
นั่งพักมองที่ประตู เห็นฝรั่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านประตูท่าแพไปร่วมสิบคน
...อืม ~~~ บางทีอัตราส่วนแม่หญิงเชียงใหม่คงไม่เพียงพอต่อคนที่เดินผ่านประตูในแต่ละปี
คิดแล้วก็ได้แต่นั่งถอนหายใจดังเฮือก ~~~
นั่งพักหายเหนื่อยคุณเพื่อนก็ลากไปถนนวัวลาย
แน่นอนครับ มันเดิน
มันเดินได้เดินดี แต่เราเดินไปเดินมาจนได้ตุ่มพองกลางฝ่าเท้ามาให้ทรมานทุกย่างก้าว
เดินตามหลังคุณเพื่อนทิ้งช่วงเป็นสิบเมตรมันก็หันมาเคือง
สาธุ... กูขอแช่งให้เท้ามึงพองอย่างกูบ้าง
เดินไปเรื่อย ๆ เจอป้ายนี้หน้า Boost Up
เมืองนี้ช่างใจดี ความสุขเหลือเฟือ ล้นไปถึงผู้ร่วมโลกอย่างหมี
เข้าใจว่า คงจะหมายถึงแบ่งความสุขให้อาหมวยหลินปิงขวัญใจคุณสรยุทธ์นั่นเอง
(กรุณาฮัมเพลง "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวใจ" ประกอบจะได้อารมณ์มาก ...ตั๊ด ...ต่า ดา ดา ดา ดั๊ด ตัด)
แดดร่มลมตกแล้ว ได้เวลาช็อปบนถนนคนเดิน
คงจะเดินอย่างเพลิดเพลินกว่านี้ ถ้าไม่มีตุ่มพองที่ฝ่าเท้า
หลังจากนี้แสงไม่ค่อยมี ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย
เอาเป็นว่าบรรยากาศถนนคนเดินก็คือตลาดนัดบนถนนนั่นเอง
แต่เป็นตลาดนัดที่ขายของออกจะฮิป ๆ นิดนึง แบบว่ามีลูกเก๋ไก๋บ้างไรบ้าง ~~~
โทรถามเพื่อนที่ทำงานอยู่เชียงใหม่ว่าที่ถนนคนเดินมีอะไรแนะนำบ้าง
ผัดไทยห่อไข่ ขนมตาล และหมาใจดำ
...อะไรวะ หมาใจดำ ?
มันคือ Vodka แบบพื้นบ้านที่อร่อยเป็นบ้า
รสนุ่มละมุนหอมหวานกว่า Vodka ปกติที่เรากินกัน
มีทั้งที่ทำมาจากจั่นมะพร้าว เป็นเหล้าดอกไม้ (ชื่อฟังดูน่ากินดีแท้)
อีกอันทำจากมันฝรั่ง เรียก Lumka (ลำก๊าาา ~~~ อร่อยโคตร ๆ ประมาณนั้น)
ข้าพเจ้ามิได้นิยมสุราอย่างเข้าเส้นเลือด แต่เจอขวดนี้อดชื่นชมไม่ได้จริง ๆ
ใครไปใครมาเชียงใหม่ขอให้ซื้อติดมือกลับบ้านเถอะครับ มัน COOL ได้โล่ห์จริง ๆ
คืนนั้นเพื่อนสองคนได้หมาใจดำไปคนละขวด
ส่วนไอ้หมีได้พวงกุญแจหมีถัก พร้อมกับรองเท้าแตะเฉพาะหน้า ใส่บรรเทาอาการเจ็บปวดจากตุ่มพองที่ฝ่าเท้า
ทีแรกว่าจะหาร้านนั่งกึ่มกันซะหน่อย
แต่ต้องโทษไอ้คนพาเดิน เดินกันจนหมดแรงข้าวเม่า เลยซื้อดาวแดงกลับห้องแทน
กลับถึงห้อง อาบน้ำ ซัดดาวแดง นอนสลบยันเช้า
วันรุ่งขึ้นหลังจากซัดอาหารเช้าฟรีของโรงแรมไปแล้วก็เดินไปหา "เฝอ" กินต่อ ...ช่างสรรหา
จริง ๆ เช้าวันนี้ต้องไปดูงาน (บอกแต่ต้นแล้วว่าที่มาเชียงใหม่นี่มาทำงานนะ !!!)
แต่ด้วยขนมปังหกแผ่น กับก๋วยจั๊บญวน เล่นเอาซะหนังท้องตึงเปรี๊ยะ เกือบไปดูงานไม่ไหว
...รายละเอียดช่วงดูงามข้ามไปละกัน เอาเป็นว่าโดนตะปูเกี่ยวขากางเกงวิ่นไปหน่อยนึงละกัน
เสร็จงานก็บ่ายสองกว่า ๆ ได้เวลาซื้อของฝากกันแล้ว
มาเชียงใหม่ ของฝากจะเป็นอะไรไปได้นอกจาก แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว น้ำปู๋ บลา ๆ ๆ สารพัดของเหนือที่พอจะนึกออก
แม่หมีบอกว่าให้หิ้วแกงฮังเลกลับมาด้วย เจาะจงว่าต้องของร้าน "ดำรงค์" แห่งตลาดวโรรสเท่านั้น
ไปถึงร้านดำรงค์ เจอประชาชนออกันล้นหลามหน้าร้านยังกะแจกฟรี
เห็นแล้วปลง เข้าไม่ถึงแน่ ๆ เลยตัดใจไปซื้อร้านข้าง ๆ แทน
เอาน่ะ !! แคบหมูก็เหมือน ๆ กันล่ะวะ กรอบ ๆ ตากลมก็เหี่ยว กินเยอะ ๆ ก็ไอเหมือนกันแหละ
ได้ของฝากเป็นที่เรียบร้อย เป็นเวลาประมาณสี่โมงกว่า
ตกลงกันว่าไม่เดินเที่ยวไหนแล้ว ไปหาร้านกาแฟนั่งชิลล์รอเวลาเดินทางกลับบ้านตอนทุ่มนึงดีกว่า
คุณเพื่อนคนเดิม จะพากูเดินอีกแล้ว
ไอ้หมีกับเพื่อนอีกคนเลยรวมหัว หักคอบอก "มึงเดินก็ไปคนเดียว กูจะนั่งสองแถวแดงไปรอที่ร้าน"
สี่โมงครึ่ง ไอ้หมีกะเพื่อนอีกสองคนมาถึงสตาร์บั๊กประตูท่าแพด้วยบริการสองแถวแดง
พอได้นั่งแล้วก็ไม่อยากจะไปไหน
ร้องโอดโอยระงมด้วยความเมื่อยกล้ามเนื้อขาแบบสุดสุด
เลยนั่งชิลล์กินน้ำมะม่วงปั่นรอเวลากลับบ้าน
ระหว่างนั้นก็นั่งเหล่สาวแว่นเชียงใหม่ในร้านไปพลาง
...ถ้าไม่ติดว่าปวดขา จะวิ่งลงไปเดินเข้าออกประตูท่าแพอีกยก
ทุ่มครึ่ง ไอ้หมีและเพื่อน ๆ เดินทางออกจากเชียงใหม่ด้วยบริการรถทัวร์
กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็คงสักตีห้า
รถทัวร์รอบดึกปิดไฟมืดทั้งคัน ไอ้หมียังคงตาสว่างแหงนมองฟ้าอย่างอาลัยอาวรณ์
ท้องฟ้าที่เชียงใหม่นี้ดวงดาวเยอะจนน่าใจหาย
เยอะอย่างที่ไม่สามารถเห็นในกรุงเทพฯได้อย่างแน่นอน
ฟ้าเดียวกันแท้ ๆ แต่เปลี่ยนสถานที่มองก็ไม่เหมือนกันแล้ว
ดาวบางดวงแสงริบหรี่อยู่ไกล ๆ เป็นที่กรุงเทพฯล่ะก็ ไอ้เจ้าดวงนี้ดับสนิทแน่ ๆ
มองดาวไปพลาง คิดอะไรไปพลาง
จริง ๆ แล้วคนเรามีแสงเหมือนดาวหรือเปล่านะ ?
เรามีแสงกันทุกคน แต่มากน้อยก็แต่ละคน
อยู่ผิดที่ผิดทาง ก็ถูกแสงรอบข้างกลืนหมด
แต่ถ้าถูกที่ล่ะก็ คงได้เห็นแสงเปล่งประกายสวยงามกันบ้างล่ะนะ
สามวันในเชียงใหม่ ได้อะไรมากกว่างานที่ทำเอาไว้
มีอีกหลายที่ยังไม่ได้ไป คาใจ รอบหน้ามาต้องเก็บให้ครบ
คิดว่าคงได้กลับมาเยือนอีกไม่ช้า
รอหมีก่อนนะเชียงใหม่
จะกลับมาหาสะใภ้ขาว ๆ ไปฝากแม่สักคน