>> ผมเกลียดสนามบิน

posted on 03 Jul 2012 21:30 by puppiya

บรรยากาศที่สุดลูกหูลูกตาดำมืด แต่ภายในอาคารสว่างไสวไม่หลับไหล

ผมเหลือบดูนาฬิกาข้อมือที่เข็มยาวกับเข็มสั้นชี้ไปด้านบนของหน้าปัด

สองชั่วโมงครึ่งแล้ว ที่ผมนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวนี้ 

เพลงใน iPod เครื่องเดิมเล่นต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักเหนื่อยหน่าย 

ผมเหม่อมองไปข้างหน้าทว่าไม่ตั้งใจ ภาพเบลอคล้ายกล้องไม่ได้ปรับโฟกัส

ผู้คนต่างเดินผ่านหน้าไปทางซ้ายและขวาขวักไขว่ไร้ระเบียบ

บ้างเดินคู่กัน บ้างมาเป็นกลุ่ม บ้างสะพายกระเป๋า บ้างลากกระเป๋า

ผมแหงนหน้ามองเพดานสูงลิบ เพดานกระจกสะท้อนภาพตัวผมที่แหงนมองอย่างไม่ยี่หระสายตารอบข้าง

ฝั่งตรงข้ามของผืนกระจกคือดวงดาวบนแผ่นฟ้ายามค่ำคืน

บรรยากาศของสนามบินช่างน่าเกลียดชังเหลือเกิน

ดูเหมือนว่าผมเคยเขียนประโยคนี้ในไดอารี่ไปครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว

 

ผมเกลียดสนามบิน

 

ว่ากันจริง ๆ ไม่ใช่แค่สนามบิน แต่อาจเป็นสถานีขนส่งคมนาคมทุกชนิด

แต่ผมมีประสบการณ์กับสนามบินมากกว่า มันจึงตกเป็นจำเลยของอย่างช่วยไม่ได้

เพราะอะไรน่ะเหรอ ?

เหตุผลของความรู้สึกไม่สบอารมณ์นี้ก็เพราะบรรยากาศสุดโต่งที่เกิดขึ้นในสนามบิน

ความเศร้าโศกเสียใจที่ต้องลาจาก

ความรู้สึกที่แทนค่าด้วยสีดำ

ไม่มีค่ากลาง หรือพอประมาณ

สำหรับผมที่เดินทางมาสนามบินเป็นประจำ ความรู้สึกชินชาไม่ต่างกับการเดินออกไปซื้อของร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย

เพียงแต่ร้านสะดวกซื้อนี้มักจะมีผู้มาเยือนหน้าใหม่ปรากฎตัวอยู่เป็นประจำ

เขา หรือเธอ หรือคนเหล่านั้น มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

เพื่อเห็นหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการเดินทางไกล

 

บางครั้งผมเองก็ไม่เข้าใจสักเท่าไร

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถร้องไห้ได้

ธรรมชาติให้สิ่งนี้แก่มนุษย์มาทำไม ?

เหมือนเป็นการเย้ยหยันต่อสิ่งมีชีวิตผู้อ่อนไหวต่อโลกและความรู้สึก

แม้จะมีความสามารถในการแสดงอารมณ์ที่ผิดแผกจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในโลก มนุษย์ก็ยังคงใช้ชีวิต และแสดงอารมณ์พื้นฐานอย่างสิ่งมีชีวิตทั่วไป

 

แต่ไม่ใช่ที่สนามบิน

 

เรามักลืมตระหนักถึงคุณค่าชั่วขณะเวลาที่ได้ใช่ร่วมกัน

แต่ละวินาทีที่ผ่านไป แต่ละย่างก้าวที่เหยียบย่าง แต่ละประสบการณ์ที่ร่วมแบ่งปัน ในขณะที่ทุกครั้งที่หันไปยังคงเห็นใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้นเสมอ

...ใครสักคนที่เป็นคนสำคัญ

ความชินชาพัฒนาตัวเองกลายเป็นความหมางเมิน 

กระทั่งรู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่น้อยเต็มที่ ความรู้สึกที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในจึงล้นทะลักออกมา

 

ถ้าไม่มีเงื่อนไขการจากลา ก็จะไม่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อกันเลยหรือไร ?

 

เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่ฟังดูใจแคบเหลือเกิน ผมรู้

เขาและเธออาจจะแสดงความรักต่อกันเป็นประจำ

เธออาจจะตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อทำอาหารเช้ามาเสิร์ฟให้เขาถึงบนเตียงนอนยามรุ่งอรุณ

เขาอาจจะสระผมให้เธอท่ามกลางแสงแดดอ่อนในสวนหลังบ้านที่ทั้งสองร่วมกันตกแต่ง

และอาจจะเป็นค่ำคืนใต้แสงจันทร์ที่เขาชงโกโก้อุ่น ๆ มาให้ เพื่อคลายหนาวให้เธอยามที่เธอนั่งอ่านหนังสือที่เฉลียงหน้าบ้าน

ทุกช่วงเวลาคือความสุขที่ทั้งสองแบ่งปันให้กันและกัน

แต่ความรักที่แสดงออกต่อกัน กลับกลายเป็นสีเทาเศร้าหมองยามที่ต้องจากลาที่สนามบิน

 

ผมเกลียดการจากลา 

 

การจากลาเต็มไปด้วยน้ำตา และสิ่งที่ตามมาคือการรอคอย

ความทรมานจากการรอคอย ไม่ว่าใครก็ต้องเคยสัมผัส

มันไม่ใช่ความรู้สึกที่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย

แต่ละค่ำคืนที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า 

หนึ่งนาทีที่ยาวนานเป็นสัปดาห์ 

หนึ่งชั่วโมงที่ยาวนานเหมือนโกฏิปี 

และหนึ่งปีที่ยาวนานราวชั่วนิรันดร์

ผมเกลียดความรู้สึกนี้จริง ๆ

 

เพลงใน iPod ยังคงเล่นอย่างต่อเนื่อง

สายตาของผมยังคงเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายในบรรยากาศของการจากลาในสนามบิน

 

ใช่แล้ว บรรยากาศของการจากลาเมื่อสามชั่วโมงที่แล้วยังคงประทับแน่นในความรู้สึก

 

คล้ายเวลาที่เกิดบาดแผลใหม่ขึ้นบนร่างกาย

ความรู้สึกชาเกิดขึ้นที่ความรู้สึก

บาดแผลบนร่างกายนำมาซึ่งหยดเลือดสีแดงสด

แต่บาดแผลบนความรู้สึกนำมาซึ่งน้ำตา

นานวันผ่านไปบาดแผลบนร่างกายเยียวยารักษาตัวเองทิ้งไว้เพียงตำหนิแผลเป็น

แต่ความรู้สึกล่ะ ?

น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรเลย

 

“ไปละนะ”

 

คำสั้น ๆ แต่สะเทือนถึงข้างใน

เธอกล่าวลาก่อนการเดินทางอันยาวนาน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผมจะไม่ได้เจอเธออีกประมาณสองปีนับจากนี้

สองปีที่ไม่รู้ว่าต่างคนจะพบเจออะไรบ้างในวันหน้า

อีกครั้งที่พบหน้ากันความรู้สึกของเรายังคงเหมือนเดิมหรือไม่

...ไม่มีใครตอบได้ 

 

“ไปละนะ”

 

สามพยางค์วนเวียนอยู่ในหัว 

ผมไม่รู้จะหาคำพูดแบบไหนตอบกลับไป

คำพื้น ๆ อย่าง “โชคดีนะ” หรือ “โทรมาบ้างนะ” หรือ “ไว้เจอกัน” กลับถูกกลืนหายไปในลำคอ

ไม่เหลือแม้แต่เสียงที่จะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา

ผมทำได้แค่พยักหน้าหงึกหงัก ก้มหน้าหลบตาที่ตอนนี้น้ำตาคลอจนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า

 

เธอยื่นมือมาแตะไหล่ ...ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา 

ภาพที่เห็นคือ หยดน้ำตาใส ๆ ไหลอาบแก้มแดงระเรื่อของหญิงสาวตรงหน้า

 

ความรู้สึกในตอนนั้นท่วมท้นเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด

 

ผมดึงร่างบอบบางตรงหน้าเข้ามาสวมกอด

กอดไว้แน่นเป็นครั้งสุดท้าย 

เพียงเพื่อขอบันทึกความรู้สึกตรงนั้น ณ ชั่วขณะนั้นไว้ให้ชัดเจนในความทรงจำที่สุด

ผมทำได้เพียงเท่านั้นจริง ๆ

 

เราจากลากันอย่างเงียบงัน ทั้งรอยยิ้ม และน้ำตา

 

เพลงใน iPod ยังคงเล่นอย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นเพลงที่ผมและเธอฟังด้วยกันเป็นครั้งแรก

ยังรู้สึกได้ถึงไออุ่น เสียงสะอื้นเบา ๆ และหัวไหล่ที่สั่นเทาของร่างบอบบางนั้นได้ดี

และผมจะต้องใช้ความรู้สึกนั้นเยียวยาตัวเองนับจากวันนี้ไปอีกสองปี

 

...ทรมานสิ้นดี

 

ผมเหลือบเห็นเครื่องบินลำหนึ่ง กำลังลอยตัวขึ้นจากสนามบิน

ไฟสีแดงวับวาบที่ปีกทั้งสองกระพริบเป็นจังหวะ

นกเหล็กบินหายไปในความมืดมิด และทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่มองไม่เห็นในยามราตรี

 

ผมอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว

ยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาให้ตื่นจากภวังค์

....

ผมรู้แล้วว่า ภาพเบลอตรงหน้าไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจมอง

 

แต่เป็นเพราะน้ำตาอุ่น ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเหือดแห้งหายไป

 

เสียงเครื่องบินอีกลำเร่งเครื่องเตรียมออกตัว

 

....ผมเกลียดสนามบิน